วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2562

+ เที่ยวญี่ปุ่นช่วงใบไม้เปลี่ยนสี 5 ... วัดเทนริวจิ +





การเดินทางท่องเที่ยวญี่ปุ่นช่วงใบไม้เปลี่ยนสีวันนี้เป็นวันที่ 4 ต่อเนื่องจากบล๊อกที่แล้วที่พาเที่ยวหมู่บ้านมรดกโลก ชิราคาวาโกะ ในช่วงเช้า บล๊อกนี้จะพาเดินทางจากหมู่บ้านชิราคาวาโกะในเวลาประมาณ 11.20 น. โดยใช้ทางด่วนมุ่งสู่เกียวโต โดยมีเป้าหมายที่วัดเทนริวจิและสวน Sogenchi Garden ที่อยู่ติดรั้วกันกับวัดเทนริวจินั่นแหละครับ



แผนการเดินทางในวันนี้


การเดินทางไกลด้วยรถเราก็อาศัยแวะเข้าห้องน้ำตามที่พักรถหรือ SA (Service Area) ซึ่งมีห้องน้ำสะอาดให้ใช้ฟรี ร้านกาแฟ ร้านอาหาร และที่ช้อปปิ้งด้วย .... ไปถึงแถวๆอาราชิยาม่าก็ใกล้ค่ำแล้ว (ประมาณ 16.00 น) แม้จะแค่ 4 โมงกว่าๆก็ตาม ภาพที่ได้จึงดูทึมๆพอควร  เราเลือกให้รถตู้ไปจอดส่งเราหน้าวัดเลย เพื่อจะได้เดินไม่ไกล ช่วงเวลาที่เหลือเราอยากทำเวลาให้ได้ดีที่สุดเพื่อจะได้เดินแถวป่าไผ่ และสะพาน แต่จะได้หรือไม่ไปดูกันครับ.


Togetsu-Kyo Bridge ข้ามแม่น้ำโฮะซึ  วันนี้ดูน้ำน้อยไปนิด

สะพานโทเก็ตซึเคียว (Togetsukyo Bridge) หรือฉายาสากลว่า Moon Crossing Bridge นั้นถือเป็นสัญลักษณ์ของอราชิยาม่าที่ทุกคนรู้จักดีเลยก็ว่าได้ สะพานแห่งนี้ทอดข้ามแม่น้ำโฮะซึ (保津川 - Hozugawa) โดยมีภูเขาอราชิยาม่าเป็นวิวอันงดงามอยู่เบื้องหลัง สะพานอันเก่าแก่ดั้งเดิมนี้นั้นสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยเฮอัน (Heian Period) ในยุคก่อตั้งกรุงเกียวโตเลยทีเดียว และมีการบูรณะครั้งยิ่งใหญ่ล่าสุดในช่วงราวยุค 1930s


ริมแม่น้ำโฮะซึ  (ถ่ายเมื่อ 2014) .... เมื่อข้ามสะพานไปจะเห็นท่าเรือ และสามารถนั่งเรือจากตรงนี้ไปชมใบไม้แดงได้


หน้าวัดเทนริวจิ (Tenryuji Temple)

ช่วงใบไม้แดงนี้ผู้คนเดินทางมาที่นี่มากมาย การจราจรในถนนหน้าวัด (เส้นหลักจากสามแยกสะพาน Togetsu-Kyo) ขึ้นไปจนทางเข้าป่าไผ่แน่นไปหมด วิธีการคือให้คนขับรถตู้ไปดร๊อปเราหน้าวัด แล้วโทรหาให้เขามารับเมื่อเราเที่ยวเสร็จ เวลาที่เหลือประมาณ 2 ชั่วโมงคุณๆเชื่อไหมเที่ยวได้แค่วัดกะสวนนี้เท่านั้นเอง เพราะในบริเวณวัดนั้นลานตาไปด้วยใบเมเปลิ้ลสีแดง จะมุมไหนๆก็สวยไปหมด เอาเป็นว่าเจอใบไม้แดงเต็มๆวันแรกทุกคนในรถก็บอกว่าคุ้มแล้วที่มาญี่ปุ่นคราวนี้ ... เรามาที่นี่ครั้งก่อนในเดือนตุลาคม 2014 ช่วงเด็กๆปิดเทอม ใบไม้ที่นี่เริ่มจะมีสีแดงบ้างแต่ก๋ไม่เยอะเหมือนคราวนี้ เสียดายที่ว่าสภาพอากาศที่ครึ้มๆเหมือนจะมีฝนในวันนี้ เลยได้ภาพไม่สวยนัก (ฝีมือไม่ถึง) ... พอก้าวข้ามธรณีประตูวัดเข้าไปก็เจอผู้คนมากมายดั่งในภาพ สาวๆญี่ปุ่น (รวมสาวไทยด้วย) นิยมใส่ชุดกิโมโนมาวัดกัน เป็นแบบนี้แทบทุกวัดในญี่ปุ่น ด้านหน้าที่ถนนใหญ่เหมือนมีร้านให้เช่าชุดด้วยครับ.


ทางเดินเข้าสู่วัดเต็มไปด้วยใบเมเปิ้ลสีแดงเต็มไปหมด


จากประตูวัดด้านหน้าเข้าไป เราแทบเดินไปข้างหน้าไม่เป็น เพราะภาพใบเมเปิ้ลสีแดงที่แดงเต็มต้นเรียงรายกันยาวเหยียดจนถึงตัววัด ทำให้เวลาทั้งหมดหมดไปกับการหยุดเก็บภาพ จนต้องเตือกันว่าเราต้องรีบๆหน่อยเพราะสวนเขาจะปิดก่อน นั่นแหละถึงไปกันได้ .... บอกได้คำเดียวว่า ถ้าจะมาชมใบไม้แดงที่นี่ก็เป็นอีกที่หนึ่งที่น่ามาเป็นอย่างยิ่งครับ



กับสาวญี่ปุ่นที่มาเที่ยววัด ... อัธยาศัยดีมากพอรู้ว่าเราเป็นคนไทย เธอพยามส่งภาษา "ขอบคุณค่ะ" ให้ด้วย 






ใบเมเปิ้ลที่แดงทั้งต้น


วัดเทนริวจิ (Tenryuji, 天龍寺) ถือว่าเป็นหนึ่งในห้าวัดที่สำคัญที่สุดของนิกายเซน แถมยังได้ถูกบันทึกให้เป็นมรดกโลกจากยูเนสโก้อีกด้วย ด้วยความที่ทั้งสำคัญต่อทั้งนิกายและเป็นมรดกโลกทำให้จัดว่าเป็นวัดที่จัดว่าทรงคุณค่ามากของเขตอาราชิยาม่าของเกียวโตเลยทีเดียว


ในบริเวณวัดเทนริวจิ


แรกเริ่มเลยการสร้างวัดแห่งนี้สร้างเพื่ออุทิศให้กับจักรพรรดิ โก-ไดโกะในปี ค.ศ. 1339 โดยมีท่านโชกุนอาชิคากะ ทาคาอุจิ เป็นผู้ดำเนินการสร้าง ซึ่งในขณะนั้นได้ทรงเสด็จสวรรคตไปแล้ว แม้ตัวอาคารต่างของวัดจะเคยถูกเผาทำลายล้างในระหว่างที่เกิดสงคราม ภายหลังในช่วงยุคสมัยเมจิราวๆปี ค.ศ.1868-1912 ก็ได้มีการบูรณะแลละทำการสร้างขึ้นมาใหม่โดยยังคงรูปแบบสถาปัตยกรรมเดิมๆไว้ ส่วนที่ว่านั่นก็มี เรือน Hojo, เรือนวาดภาพ (Shoin), และห้องครัวของวัด (Kuri) แต่มีส่วนนึงที่อยู่มาตั้งแต่เริ่มสร้างวัดแล้วรอดจากการถูกทำลายมาได้ก็คือบริเวณสวนรอบๆ เรียกได้ว่าเป็นสวนที่ยังคงความงดงามแบบดั้งเดิมไว้ไม่มีผิดเพี้ยน ผู้ออกแบบนี่เหนือคำว่าธรรมดาไปมาก เพราะเป็นท่านมุโซ โซเซคิ (Muso Soseki) ที่มีชื่อเสียงโด่งดังสุดๆในยุคนั้น รวมทั้งยังเป็นผู้ออกแบบสวน Kokedera อันเลื่องชื่อ ไปจนถึงสวนดังๆของเมืองเกียวโตทั้งหมด

ที่มา : https://www.talonjapan.com/tenryuji-temple/












ในสวน Sogenchi Garden


จากบริเวณวัดเราสามารถเดินต่อเข้าไปชมความงามของสวนโซเจนชิ (Sogemchi Garden) ได้ โดยต้องซื้อบัตรเข้าไปคนละ 300 เยน ซึ่งเมื่อเราเข้าไปด้านในแล้วจะเห็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ปลูกต้นเมเปิ้ลซึ่งกำลังมีใบเปลี่ยนสีเป็นสีแดงสวยงามอยู่รอบๆ เดินต่อเข้าไจะเป็นสวนซึ่งตระการตาไปด้วยใบเมเปลิ้ลสีแดง และมีจุดชมวิวอยู่บนเนินเขาด้วย ด้านหลังของสวนสามารถเดินทะลุออกไปสู่ป่าไผ่อาราชิยาม่าได้ด้วย แต่เรามัวชมสวนเพลินจนเขาปิดปรตูนั้นไปก่อน เลยต้องย้อนกลับไปทางเก่า (ประตูน่าจะปิดตอน 17.00 น.) เพื่อไปเดินต่อในถนนป่าไผ่กัน

ในสวน

สิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจในวัดเท็นริวจิ คือสวนแบบเซน ที่ย้อนกลับไปยังศตวรรษที่ 14 ในสวนมีสระน้ำขนาดใหญ่สะท้อนเงาต้นเมเปิ้ลและมีหินก้อนโตเรียงรายอยู่รอบนอก ซึ่งเป็นการออกแบบที่ยอดเยี่ยม นอกจากนั้นยังมี “ทิวทัศน์ที่หยิบยืม” จากทิวเขาอาราชิยาม่าที่อยู่ใกล้เคียง มองเห็นเหมือนเป็นสวนในชั้นถัดไป องค์ประกอบของสวนแห่งนี้เป็นต้นแบบของการจัดสวนทั่วไปในยุคหลังจากนั้น ในฤดูใบไม้ร่วง ต้นเมเปิ้ลเปลี่ยนเป็นสีสวย ส่วนในฤดูใบไม้ผลิ คุณอาจได้เห็นดอกซากุระป่าบาน หรือแนวสนญี่ปุ่นบนเขาที่อยู่ห่างไกลออกไป




สวนที่สวยงามด้วยใบเมเปิ้ลสีแดง



เดินขึ้นเนินไปสู่จุดชมวิว



บางมุมในสวน



ป่าไผ่อาราชิยาม่า


เส้นทางสายป่าไผ่แห่งอราชิยาม่า (Arashiyama Bamboo Groves)  เส้นทางท่องเที่ยวยอดนิยมอันเป็นอีกหนึ่งเส้นทางสัญลักษณ์แห่งอราชิยาม่า เส้นทางนี้เป็นเส้นทางเดินราว 3 กม. ที่ปกคลุมไปด้วยป่าไผ่สองข้างทางแทงกอเสียดฟ้า ไผ่ที่เขียวครึ้มงดงามประกอบลมที่โชยเอื่อยพร้อมกับกลิ่นไผ่อันน่าหลงใหลนั้นทำให้การเดินชมป่าไผ่แห่งนี้ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความสงบร่มเย็นได้เป็นอย่างดีทีเดียว



ป่าไผ่อาราชิยาม่า (ถ่ายเมื่อ 2014)


บนถนนจากสะพาน Togetsu-Kyo ในยามเย็น


วันนี้เราเดินทางไกลมาตลอดวันและได้แวะเที่ยว 2 ที่ คือหมู่บ้านมรดกโลกชิราคาวา-โกะ จากนั้นก็ใช้ทางด่วนเข้าสู่เกียวโตโดยมีเป้าหมายที่วัดเทนริวจิเพื่อชมใบไม้แดง เสียดายเวลาที่เดินในแถวอาราชิยาม่าสั้นไปหน่อย (มืดเร็วในหน้าหนาว) เลยไม่มีเวลาไปหลายที่ ไม่ว่าจะเป็น Okochi Sanso Villa (พื้นที่กว่า 12.5 ไร่ที่อยู่ตีนเขาถัดจากป่าไผ่ด้านในนั้นก็คืออดีตที่พักของโอะโคะโอจิ เด็นจิโร่ (Okochi Denjiro) (1896-1962) ดารานักแสดงญี่ปุ่นชื่อดังในยุคหนังเงียบ ภายในอาณาบริเวณนั้นงดงามไปด้วยบ้านญี่ปุ่นอันสง่างามท่ามกลางความสงบเงียบ สวนญี่ปุ่นที่จัดไว้อย่างสวยงาม หอชงชาที่รื่นรมย์ ซึ่งทุกสิ่งล้วนทำให้เราสัมผัสวิถีชีวิตที่ผสานกับธรรมชาติได้เป็นอย่างดีทีเดียว ... รถไฟสายโรแมนติก Sagano Romantic Train และ Hozu-gawa River Boat Ride ล่องเรือแม่น้ำโฮะซึ ...  อีกหนึ่งกิจกรรมยอดนิยมของอาราชิยาม่านั้นก็คือการนั่งรถลากโบราณทัวร์เมือง รถลากนี้จะลากโดยชาวท้องถิ่นผู้แข็งแกร่ง (บางคนมีผู้หญิงเป็นคนลากด้วย) พาวิ่งตามถนนตลอดจนลัดเลาะตรอกซอกซอยเพื่อพาเที่ยวยังเมืองอาราชิยาม่าแห่งนี้ พร้อมกับมีไกด์ส่วนตัวซึ่งก็คือคนลากรถนั่นเองที่จะคอยให้ความรู้นำเที่ยวตลอดทาง แต่ไฮไลท์นั้นก็คือการนั่งรถลากผ่านป่าไผ่ที่ร่มรื่นซึ่งเป็นหนึ่งกิจกรรมยอดนิยมที่ควรลองเมื่อมาเยือน...ตลอดจนเดินเล่นในเมืองอาราชิยาม่า เมืองเล็กๆน่ารัก ก็เอาไว้คราวหน้าบ้างครับ

เราออกเดินทางขากอาราชิยาม่าไป Kusatsu เพื่อเข้าพักที่ Hotel Boston Plaza Kusatsu ใกล้ๆสถานีรถไฟ (สามารถใช้สะพานลอยเดินไปถึงได้) ซึ่งเป็นย่านกลางเมืองไม่ไกลจากทะเลสาบบิวะนัก ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางประมาณเกือบชั่วโมงจากอาราชิยาม่า ... สาเหตุที่เรามาพักไกลขนาดนั้น เพราะในเกียวโตช่วงที่ไปห้องพักเต็มหมด อีกอย่างห้องพักในเกียวโตค่อนข้างแพงเมื่อเทียบสภาพที่พักและราคากับแถว Kusatsu และ Otsu (โอสึ) แต่ที่โอสึก็เต็มเช่นกัน ... ถึงที่พักประมาณทุ่มเศษๆ เช็คอินเก็บของเข้าห้อง แล้วเดินออกไปหามื้อเย็นทานแถวๆห้างใกล้ๆสถานีรถไฟ ก่อนกลับมาพักเตรียมแรงไว้ลุยชมใบไม้แดงต่อในวันรุ่งขึ้น.



___ขอบคุณที่ตามชมครับ___


....ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2562 (2019) นี้ ขอให้พรอันประเสริฐและอำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ท่านเคารพบูชา จงดลบันดาลให้แฟนบล๊อกของนาย wicsir จงประสพแต่โชคดี มีความสุข ด้วยสุขภาพที่แข็งแรง และประสพความสำเร็จด้วยปราถนาจงทุกประการเทอญ...



Hotel Boston Plaza Kusatsu ที่พัก 2 คืนล่าสุดของเรา


ลาด้วยในสวน Sogenchi Garden ภาพสวนนี้ครับ

วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2562

+ เที่ยวญี่ปุ่นช่วงใบไม้เปลี่ยนสี 4 .... หมู่บ้านมรดกโลก ชิราคาวาโกะ +



อ่าน : : เที่ยวญี่ปุ่นช่วงใบไม้เปลี่ยนสี 3 ... มัตสึโมโตะ & ทากายาม่า 


การเดินทางเพื่อชมใบไม้แดงและไหว้พระในญี่ปุ่นของทีมเราวันนี้ก็เข้าสู่วันที่ 4 แล้วนะครับ เราเดินทางแบบไม่รีบนักกับคน 5 คนและรถตู้แบบ VIP 9 ที่นั่งสบายๆ .... โดยที่วันแรกเราเที่ยวที่โตเกียวก่อน ตามมาด้วยวันที่ 2 เที่ยวรอบๆภูเขาไฟฟูจิ และวันที่ 3 เที่ยวชมปราสาทมัตสึโมโตะและเมืองทากายามาครับ ส่วนรายละเอียดก็ตามลายแทงที่ให้ไว้ไปได้ครับ รับประกันไม่ผิดหวัง ... การวางโปรแกรมก็เอาแบบที่คุณยายวัย 77 ไม่เหนื่อยมาก ถึงตรงไหนสวยๆก็พักไปเรื่อย โปรแกรมเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ครับ


แผนการเดินทางของเราในวันนี้

สำหรับวันนี้เราต้องเดินทางระยะไกลอีกวัน จากแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งสู่อีกที่หนึ่ง ซึ่งถ้าดูตามแผนที่ด้านบน เราจะออกจากทากายาม่า ไปชมหมู่บ้านมรดกโลก ชิราคาวา-โกะ (Shirakawa-go) ซึ่งตั้งอยู่ในหุบเขา แต่การเดินทางจากเมืองทากายาม่าไปนั้นสะดวกมากในทางรถยนต์ ... จากชิราคาวา-โกะ เราจะตีรถยาวบนทางด่วนไปที่วัดเทนริวจี (Tenryuji Temple) เพื่อชมใบไม้แดงกัน ก่อนที่จะไปเชคอินเข้าที่พักที่ Kusatsu ที่โรงแรม Plaza Boston Hotel .... ด้วยภาพที่เก็บมาได้ตามความสามารถที่มี และมากโข เราจึงอยากให้คุณๆได้ชมภาพมากๆ (ตามสไตล์เที่ยวด้วยภาพของนาย wicsir) จึงแยกบางสถานที่ออกให้ได้อรรถรสมากขึ้นครับ.


ที่พักในทากายาม่า Hotakaso Oshino Iori
เป็นโรงแรมสไตล์ญี่ปุ่น มีออนเซ็นแบบรวมด้วย


อาหารเช้าที่โรงแรม เขาให้เลือกได้ 2 อย่างคือแบบตะวันตก หรือแบบญี่ปุ่น (เราเลืือกแบบญี่ปุ่น)


ริมคลองใกล้ Morning Market, Takayama







 
ที่ Morning Market ยังมีใบเมเปิ้ลแดงหลงเหลืออยู่



____________



จากทากายาม่าหลังอาหารเช้า เราเดินทางมุ่งสู่หมู่บ้านมรดกโลกชิราคาวาโกะ ซึ่งต้องผ่านเขาสูง แต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมของญี่ปุ่น เราจึงมีถนน Expressway ที่ตัดเข้าสู่หมู่บ้านด้วยการเจาะอุปโมงค์ผ่านเขาได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องขับปีนเขาให้หวาดเสียว แถมยังคงธรรมชาติไว้ได้อีกทางหนึ่งด้วย ... มีอุปโมงค์หนึ่งใกล้ๆจะถึงหมู่บ้านยาวถึง 11 กม. ว่ากันว่านี่คืออุปโมงค์ทางรถยนต์ที่ยาวที่สุดของญี่ปุ่นเลยทีเดียว (ส่วนอุปโงค์ที่ยามที่สุดของญี่ปุ่นเป็นอุปโมงค์ลอดทะเลเชื่อเกาะระหว่างเกาะฮนชูกับเกาะฮกไกโดในประเทศญี่ปุ่นตรงบริเวณช่องแคบสึงารุ ชื่ออุโมงค์เซกัง (Seikan Tunnel) ยาวกว่า 53.85 กิโลเมตร (23.3 กิโลเมตรบริเวณพื้นทะเล) ยาวเป็นอันดับ 2 ของโลก)  เมื่อขับผ่านในอุปโมงค์จะมีป้ายบอกตลอดว่าจะถึงปลายอุโงค์อีกกี่ กม. และผ่านมาแล้วกี่ กม. .... ทำให้ ณ ปัจจุบันผู้คนสามารถเข้าไปถึงหมู่บ้านมรดกโลกชิราคาวาโกะได้สะดวกสะบายขึ้น แถมยังมี Expressway ตัดเชื่อมต่อเมืองต่างๆในภูมิภาคนั้นเกือบทุกเมืองด้วย .... เราผ่านที่เก็บเงินเข้าจอดในลานจอด ลงรถแล้วทำธุระส่วนตัวในบริเวณนั้น ก่อนเดินข้ามสะพานแขวน คนเดินเข้าสู่หมู่บ้าน โอกิมาชิ (Ogimachi Village)


หมู่บ้านมรดกโลก ชิราคาวา-โกะ  (Shirakawa-go)


ภูมิภาคชิราคาวา-โกะและโกคายาม่าซึ่งอยู่ใกล้เคียงกันคือพื้นที่ตามแนวหุบเขาเลียบแม่น้ำโชกาว่า (Shogawa River Valley) รวมทั้งพื้นที่ลึกเข้าไปในหุบเขา ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่จังหวัดกิฟู (Gifu) ไปจนถึงโทยาม่า (Toyama) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี 1995 โดยมีชื่อเสียงจากบ้านชาวนารูปทรงแบบกัสโช-ซุคุริ (gassho-zukuri) ซึ่งเป็นประเพณีการสร้างบ้านที่สืบทอดกันมายาวนานกว่า 250 ปี



แผนที่เดินเที่ยวหมู่บ้านโอกิมาชิ (Ogimachi Village)





  
สะพานแขวนเดินข้ามสู่หมู่บ้านโอกิมาชิ


โอกิมาชิ (Ogimachi) จุดท่องเที่ยวหลักซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ใหญ่ที่สุดของชิราคาวา-โกะ สามารถเดินทางมาเที่ยวชมจากทาคายาม่า (Takayama) ได้โดยไม่ต้องพักค้างคืน หรือเป็นจุดแวะพักระหว่างการโดยสารรถโดยสารในเส้นทางระหว่างทาคายาม่าและคานาซาว่า (Kanazawa) อย่างไรก็ตาม วิธีที่ดีที่สุดในการสัมผัสประสบการณ์ชิราคาวา-โกะ ก็คือการพักค้างคืนในบ้านชาวนา ซึ่งมีหลายแห่งที่เปิดให้บริการเป็นมินชูกุ (minshuku) ซึ่งเป็นบริการบ้านพักในลักษณะของโฮมสเตย์


แม่น้ำโชกาว่า (Shogawa River) เลียบหมู่บ้านในหน้าแล้ง


ผ่านเสาโทริอิสีขาวนี้เข้าไปสู่หมู่บ้าน




บ้านชาวนาทรงกัสโช-ซุคุริ (Gussho-Zukuri) ที่มีแปลงนารอบๆบ้านยังคงเสน่ห์อยู่เสมอ

กัสโช-ซุคุริ หมายความว่า "สร้างขึ้นมาเหมือนมือที่ประนมสวดมนต์" (constructed like hands in prayer) ซึ่งบ่งบอกถึงรูปทรงหลังคาของบ้านชาวนาที่ทำมุมเอียงลงอย่างลาดชันที่ดูราวกับมือของพระสงฆ์ที่กำลังประนมในขณะสวดพระพุทธมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ รูปแบบสถาปัตยกรรมนี้ได้รับการพัฒนาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้สามารถรับมือกับปริมาณหิมะจำนวนมากที่ตกลงมาในระหว่างที่มีพายุหิมะช่วงฤดูหนาว หลังคาบ้านซึ่งสร้างขึ้นโดยไร้ตะปูมีพื้นที่ห้องใต้หลังคาใหญ่มากสำหรับการเลี้ยงหนอนไหม









  
กัสโช-ซุคุริ (Gussho-Zukuri) หมายความว่า "สร้างขึ้นมาเหมือนมือที่ประนมสวดมนต์"














ในพื้นที่ในหมู่บ้านโดยเฉพาะรอบๆแปลงเกษตรกรรม มีคลองน้ำเล็ๆ น้ใสมากไหลผ่านตลอด


ชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go) เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น ก่อนศตวรรษที่ 16 ในบริเวณนี้ (หมู่บ้านโอกิมาชิ) เคยมีบ้านแบบกัสโชเพียง 50 หลัง จนมาถึงช่วงปลายสมัยเอโดะเพิ่มขึ้นเป็น 80 หลัง ก่อนจะเพิ่มขึ้นรวมกันแล้วกว่า 100 หลังในช่วงกลางสมัยเมจิ โดยมีถนนสายเล็กๆ เชื่อมโยงหมู่บ้านทั้งหมดไว้ด้วยกัน จนในปี ค.ศ. 1890 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ตัดถนนมายังหมู่บ้านแห่งนี้ นับตั้งแต่นั้นแบบสไตล์ญี่ปุ่นแบบใหม่ก็เริ่มเกิดขึ้น ปัจจุบันมีบ้านแบบกัสโชดั้งเดิมนั้นอยู่ในเขตชิราคาว่า-โกทั้งสิ้นจำนวน 113 หลัง และบ้านสไตล์ญี่ปุ่นอีก 329 หลัง Smiley



ภาพจากการมาเยี่ยมชิราคาวาโกะในปลายตุลาคม 2014


ภาพเมื่อปี 2014 เราพักที่บ้านหลังนี้








ด้านล่างนี้คัดลอกมาจาก https://www.talonjapan.com เพื่อให้ได้ติดตามข้อมูลอีกทางหนึ่ง ซึ่งในเวบเขามีเวลาและค่าเข้าชมบ้านต่างๆด้วย ตามลิงค์ด้านล่างสุดเลยครับ

"หมู่บ้านหลังคาโบราณชิราคาวะโกะ Shirakawa-go หรือมีชื่อหลักว่า หมู่บ้านโอกิมาจิ (Ogimachi Village) เรียกได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิตของชิราคาวาโกะ ที่นี่นั้นนับว่าเป็นหมู่บ้านที่มีความสวยงามและล้ำค่าทางวัฒนธรรมจนได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของยูเนสโกปี 1995 อีกด้วย หมู่บ้านแห่งนี้ความเก่าแก่บอกเลยว่าไม่ธรรมดาเพราะมีอายุเก่าแก่กว่า 250 ปี คิดดูว่าเค้ามีการอนุรักษ์ได้ดีงามขนาดไหนที่ทำให้ตัวโครงสร้างต่างๆยังคงงดงามน่าหลงใหลเหมือนในวันวานไม่มีผิด หมู่บ้านนี้ถือว่าเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวแลนด์มาร์กของชิราคาวาโกะก็ว่าได้ แบบว่าถ้าพูดชื่อชิราคาวาโกะปุ๊บภาพหมู่บ้านทรงโบราณนี่ลอยมาในหัวเลย ภายในหมู่บ้านนั้นมีบ้านไร่กัสโชซูคุริ (Gassho-zukuri farmhouses) ให้เที่ยวชม

โครงสร้างบ้านออกแบบมาเพื่อทนทานต่อหิมะที่รุนแรงในฤดูหนาว บ้านไร่บางส่วนจากรอบๆหมู่บ้านแห่งนี้ได้ถูกย้ายให้ไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามแม่น้ำจากใจกลางเมืองนั่นเอง

ด้วยความที่มีพื้นที่ที่กว้างขวางมาก ทำให้ภายในมีอะไรให้ชมเยอะแยะ แบบว่าเดินกันได้เพลินๆลืมเวลาไปเลยล่ะ  บ้านไร่ต่างๆในพื้นที่หมู่บ้านโอกิมาจิก็จะมีทั้งกัสโชซูคุริมินคาเอน (Gassho-zukuri Minkaen) พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ตั้งอยู่ตรงข้ามแม่น้ำของใจกลางหมู่บ้าน จัดแสดงบ้านไร่ที่ย้ายมาจากหมู่บ้านโอกิมาจิเพื่ออนุรักษ์ไว้ให้เข้าชม

จุดชมวิวชิโรยาม่า (Shiroyama Viewpoint) ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของใจกลางหมู่บ้าน สามารถมองเห็นวิวของหมู่บ้านโอกิมาจิทั้งหมด จากใจหน้าศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวโดยสารรถบัส ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที (ปิดระหว่าง/หลังหิมะตกหนัก) บ้านวาดาเกะ(Wada-ke House) เป็นของครอบครัววาดะ ซึ่งเป็นครอบครัวที่ร่ำรวยและเป็นผู้นำของหมู่บ้านโอกิมาจิ ถือว่าเป็นบ้านหลังใหญ่ที่สุดในบรรดาบ้านไร่กัสโชซูคุริ ปัจจุบันเปิดให้ประชาชนได้เข้าชม บ้านคันดาเกะ(Kanda-ke House) เป็นบ้านไร่ที่ได้รับการรักษาไว้อย่างดีที่สุดของพิพิธภัณฑ์โอกิมาจิ และสามารถมองเห็นวิวที่สวยงามจากหน้าต่างชั้นบนของบ้านอีกด้วยบ้านนางาเซเกะ (Nagase-ke House) เป็นบ้านครอบครัวนางาเซะ แพทย์ประจำตัวขุนนางมาเอดะในจังหวัดอิชิคาว่า ซึ่งถูกย้ายเข้ามาตั้งในหมู่บ้านโอกิมาจิ ปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเครื่องมือทางการแพทย์ ชั้นบนจัดแสดงเครื่องมือการเกษตรและอุปกรณ์การเลี้ยงไหม


ยังไม่หมดนะครับ เพราะยังจะมีอีกหลากหลายแหล่งท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็น วัดเมียวเซนจิและบ้าน (Myozenji Temple and House) มีโครงสร้างที่เป็นเอกลักษณ์หลังคามุงด้วยกระเบื้องที่แตกต่างจากวัดทั่วไป นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อกับบ้านไร่เมียวเซนจิเกะ (Myozenji-ke farmhouse) เป็นบ้านพักสำหรับพระสงฆ์ เจ้าของบ้านสามารถพูดภาษาอังกฤษในการแนะนำอาคารแก่ผู้เข้าชมได้ พิพิธภัณฑ์เทศกาลโดบุโรคุ (Doburoku Festival Museum) พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดแสดงเกี่ยวกับเทศกาลโดบุโรคุที่จัดขึ้นในวันที่ 14-15 ตุลาคมเป็นประจำทุกปี สิ่งสำคัญในการจัดเทศกาลคือเหล้าสาเกโดบุโรคุ ซึ่งผลิตโดยศาลเจ้า นักท่องเที่ยวสามารถลองชิมได้ในพิพิธภัณฑ์ ชิราคาวาโกะโนยุ (Shirakawa-go no Yu) ชิราคาวาโกะโนยุเป็นการผสมผสานระหว่างห้องอาบน้ำสาธารณะกับบ้านไสตล์ญี่ปุ่นมินชูกุ (minshuku) ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการและเข้าพักได้ และบ้านโทยามาเกะ (Toyama-ke House) ตั้งอยู่ห่างจากโอกิมาจิโดยขับรถยนต์ไปประมาณ 5 นาที ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในสมัยก่อน รวมกับพื้นที่เพาะปลูกรอบๆบ้าน นับได้ว่าไม่ได้เป็นแค่หมู่บ้านมรดกโลกที่มีแค่ความล้ำค่าให้ได้ชื่นชมกัน แม้ด้านนอกอาจจะดูคล้ายๆกันแต่ด้านในบอกเลยว่ามีอะไรมากมายให้ได้ค้นหา เรียกว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มากกว่าแค่ความเก่าแก่แต่มาแล้วได้ความประทับใจมากกว่าที่คิดเยอะ"

ที่มา : https://www.talonjapan.com/shirakawa-go-village/






ลูกพลับที่มีปลูกเกือบทุกบ้านที่หมู่บ้านโอกิมาชิแห่งนี้






ย่านร้านขายของที่ระลึก

ในบรรยากาศปลายเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเริ่มเข้าหน้าหนาวในญี่ปุ่นแบบนี้ หมู่บ้านแห่งนี้น่าเดินชมมากๆ ... สำหรับผู้ชื่นชอบการชมในลักษณะประวัติศาสตร์ก็อ่านเอาข้อมูลพกติดตัวมาด้วยก็จะทำให้การชมนั้นได้อรรถรสมากขึ้น ... ในวันที่เรามาถึงซึ่งเช้าอยู่นั้นมีนักท่องเที่ยวเพียงไม่กี่กลุ่มมาถึงที่นี่ ทำให้เรามีเวลาและพื้นที่เก็บภาพได้ดีพอสมควร แต่ถ้าอยากให้ครบรสจริงๆ แนะนำให้จองที่พักแบบโฮมสเตย์มาครับ พักบ้านชาวนา กินทุกอย่างเหมือนเขาทั้ง 2 มื้อคือเย็นและเช้า การเดินทางเข้ามาก็ไม่ยากนัก โดยนั่งรถจากทากายาม่าเข้ามาและต่อรถไฟจากทากายาม่าไปสู่ที่อื่นได้ .... บรรยากาศในช่วงปลายตุลาที่เรามาพักกันที่นี่ 2 ครอบครัวเมื่อครั้งก่อนกับวันนี้ก็คล้ายๆกัน เพราะชิราคาวาโกะเขาดูแลพื้นที่และรักษาไว้ได้อย่างดีมากครับ .... การไปเยือนแหล่งสำคัญๆทางประวัติศาสตร์เราควรเก็บไปเฉพาะความทรงจำที่ดี อันไหนที่เขาห้ามก็ควรปฏิบัติตาม อย่าทำให้เกิดความเสียหาย แม้ไม่ใช่ของในบ้านเราก็ตาม เก็บความงามและความมนต์ขลังเหล่านั้นไว้เพื่อชนรุ่นหลังกันครับ


___ขอบคุณที่ตามอ่านครับ___



 จากจุดชมวิว...ขับรถขึ้นไปตามแผนที่


เข้าใกล้เกียวโตใบไม้แดงเริ่มเพิ่มขึ้น


ลาด้วยภาพหมู่บ้านโอกิมาชิ ภาพนี้ครับ