วันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

เที่ยวสวิส 6 ... แมทเทอร์ฮอร์น (Matterhorn)




   บล๊อกที่แล้วเราพาคุณๆไปเที่ยวยอดเขาทิตลิสที่สูง 3020 เมตรมาแล้วนะครับ มาบล๊อกนี้ก็ยังจะพาไปเที่ยวยอดเขาอีกนั้นแหละครับ แต่คราวนี้จะไปยอดเขาที่สวยงามมากๆแห่งหนึ่ง สวยขนาดที่ว่าบริษัทหนังพาราเม้าท์ (Paramount) และช้อกโกแล๊ทยี่ห้อ  Toblerone เอาไปทำเป็นสัญลักษณ์เลยล่ะ ... ยอดเขาที่ว่า คือ "Matterhorn" 


ในขบวนรถไฟ IR (Inter Rego) ชั้น2 


ยอดเขาแมทเทอร์ฮอร์น อยู่ใกล้ๆหมู่บ้าน Zermatt (เซอร์มัตต์) แต่ห่างจากเมืองลูเซิร์นที่เราพักในคืนวันที่ 25 พย. 2017 อยู่ไกลพอสมควร เราจึงต้องวางแผนการเดินทางให้ถึง Zermatt ก่อนเที่ยงเพื่อที่จะได้ขึ้นเขาให้ทันก่อนมืด การวางแผนการเดินทางโดยรถไฟของเราเลยเป็นแบบด้านล่างนี้ครับ

 
แผนการเดินทางวันที่ 26.11.17

กำหนดการออกจากลูเซิร์นในเวลา 8.00 น. จากการตรวจเช็คจาก SBB timetable หรือตารางการเดินรถไฟของการรถไฟสวิสที่เวบ https://www.sbb.ch/en/timetable.html 

เราได้เส้นทางดังนี้คือ
   Luzern - Bern     (8.00-9.00),
   Bern - Visp      (9.06 - 10.02) และ
   Visp - Zermatt (10.08-11.14)


โดยเป็นรถไฟแบบ IR จากลูเซิร์น ถึง วิสป์ แต่จากวิสป์ไปเซอร์มัตต์ เป็นขบวนท้องถิ่น และเป็นรถไฟที่ใช้ทั้งระบบฟันเฟือง (Cogwheel) ผสมแบบธรรมดา เพราะเป็นทางที่ส่วนมากจะปีนเขาสูง


สถานี Emmenbrucke


👉เช้าวันที่ 26 พ.ย. 2017 เราตื่นแต่เช้า 6.30 น. ออกมารอรถเมล์ที่หน้าโรงแรม Ibis เพื่อไปที่สถานีรถไฟลูเซิร์นขณะที่ยังมืดอยู่และท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น แต่นักเดินทางอย่างเราต้องทนเพื่อสิ่งดีๆที่รออยู่ ... ถึงสถานีไปหาอะไรที่ร้าน Coop ทานก่อนเดินทาง (คนสวิสเขาไม่นิยมทานอาหารบนรถไฟเหมือนในญี่ปุ่นนะครับ และที่สถานีรถไฟจะมีร้านอาหารพวก fast food อยู่ด้วย) ... จากนั้นเช็คชานชาลาที่รถเข้าแล้วเข้าไปรอก่อนเวลา เห็นขบวนหนึ่งเข้ามาจอดเราก็นึกว่าใช่เพราะเหลือเวลาอีก 20 นาทีเอง แถมตรงนั้นไม่มีป้ายบอกด้วย ... เราก็พากันขึ้น ซักพักรถก็ออก...แต่ก็ก่อนเวลาตั้ง 10 นาที สงสัยว่าขึ้นผิดซะแล้ว นั่งไปซักพัก เห็นตัวหนังสือวิ่งบอก Direction ว่า Emmenbrucke เลยแน่ใจว่าขึ้นรถผิดขบวนแล้ว เลยต้องลงรอเที่ยวจริงที่สถานี Emmenbrucke นี้ และดูป้ายที่สถานีว่าขบวนต่อไปไปเบิร์นแน่ๆถึงขึ้น .... ก็มีหลงบ้างหละน่า.👈



ระหว่างทางจากวิสป์ - เซอร์มัตต์

ในชั่วโมงเร่งด่วนในรถไฟก็เหมือนกันทั่วโลกแหละครับ ผู้คนมากมาย โดยเฉพาะที่เบิร์น..แต่ก็แปลก บนรถไฟสวิสไม่ถึงกับได้ยืน อาจเป็นเพราะรถไฟที่สวิสเขาออกถี่มาก ยิ่งช่วงเร่งด่วน และอีกอย่างมีเส้นทางให้เลือกมากมาย คืออาจจะผ่านเมืองที่ต่างกัน แต่เวลาในการเดินทางไม่ต่างกันมากนัก ตามความเห็นของผู้เขียนอาจเป็นเพราะประเทศสวิสไม่กว้างใหญ่มาก การเดินทางจากเมืองสู่เมืองจึงรวรดเร็และสะดวก อีกอย่างเส้นทางรถไฟเมื่อผ่านเขาเขาก็จะเจาะอุโมงค์ รถจึงทำเวลาได้ตามกำหนด


ตารางรถไฟที่เราเข้าไปเลือกเป็นเส้นทางที่เร็วที่สุด เขาจะบอกเวลาไปถึงและชานชาลา (Platform) ที่รถเข้า และบอกต่อว่าจะไปต่อรถขบวนต่อไปที่ชานชาลาที่เท่าไหร่ ใช้เวลาเดินจากที่เราลงไปกี่นาที (แต่เราต้องเร็วกว่านะครับ) ... เพราะฉะนั้น Internet บนสมาร์ทโฟนจึงจำเป็นมากในการวางแผนการเดินทาง เพราะขณะเดินทางไปนั้นอาจจะมีเหตุอันจำเป็นที่รถต้องเปลี่ยน Platform เข้า - ออกด้วยก็ได้.



Zermatt Station




ออกจาก Visp ไปถึงสถานี Zermatt ได้ตามเวลาที่วางแผนไว้คือ 11.40 น. ลงจากรถไฟเดินออกมาหน้าสถานีที่ Bahnhoff หรือจตุรัส อากาศหนาวมาก เพราะตรงที่เรายืนอยู่นี่ก็สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางแล้วประมาณ 1605 เมตรแล้ว .... สิ่งแรกที่ต้องทำคือเดินเข้าไปที่ Information Center ซึ่งก็อยู่ติดสถานีรถนั่นเอง เข้าไปถามสาวสวยชาวสวิสว่า ฉันอยากจะขึ้นไปชมยอดเขาแมทเทอร์ฮอร์น

"จะไปซื้อตั๋วและขึ้นรถขึ้นรถที่ไหนครับ"
"ซื้อที่สถานีรถไฟกอร์แนร์กราท หรือที่นี่ก็ได้"
"แล้วเราจะไปลงเพื่อถ่ายภาพสะท้อนของมัทเทอร์ฮอร์นในทะเลสาบที่สถานีไหน?"
"ไม่เห็นแล้วค๊า...ทะเลสาบ Riffelsee โดนหิมะถมไปหมดแล้ว ฉันไม่คิดว่าจะมีประโยชน์ที่จะลงไปดูนะ"




 Taxi ไฟฟ้าหน้าสถานีรถไฟไป Gornergrat


ที่ต้องถามเธอก็เพราะไม่อยากมานั่งคิดอะไรแล้ว กลัวมืดก่อน กลัวไม่ได้ยลโฉม คนสวยแมทเทอร์ฮอร์นในเวลาที่เหมาะ เพราะใกล้ไกันนี้เจ้ารถไฟสาย Gornergrat Bahn มีกำหนดจะออก 12.48 น. ... เราได้ตั๋วครึ่งราคา 36 CHF / คน .... พอออกมาด้านนอกมองเห็นสถานีรถไฟไป Gornergrat อยู่ใกล้สถานีใหญ่นั่นแหละครับ ด้านหน้ามีรถแท๊กซี่รูปทรงสี่เหลี่ยมกล่องไม้ขีดไฟจอดรอผู้โดยสารที่จะเหมาไปที่ต่างๆอยู่ ... รถในเซอร์มัตต์เขาไม่ให้ใช้เชื้อเพลิงที่เป็นน้ำมันครับ เขาใช้รถไฟฟ้าแทน



Bahnhofstrasse (Zermatt Village)


ลากกระเป๋าออกจากสถานีรถไฟดิ่งตามถนน Bahnhoffstrasse ไปที่โรงแรม Helvetia  ที่อยู่ประมาณกลางหมู่บ้าน ใกล้ๆกับ Matterhorn Museum และโบสถ์ โรงแรมนี้ด้านล่างเป็นร้านอาหารไทย (ที่จริงน่าจะเรียกว่าเป็นโฮมสเตย์มากกว่า เพราะชั้นแรกและชั้นสองเจ้าของพักอาศัยอยู่ ชั้นที่สามทำเป็นห้องพัก)

โรงแรมหาไม่ยากครับ เพราะในหมู่บ้านถนนสายหลักก็มีถนนนี่แหละครับ ตามถนนมีร้านรวงขายของฝาก นาฬิกา และของที่ระลึกอื่นๆ รวมทั้งร้านอาหารมากมาย ... ไปถึงเราก็เดินตามป้ายบอกทางขึ้นไปที่ชั้นสาม ไม่มีคนต้อนรับสิครับ เห็นกระดาษแผ่นหนึ่งแปะไว้หน้าประตู 

"สวัสดีคุณ wicsir วันนี้พนักงานต้อนรับเราหยุด เราเลยแขวนกุญแจห้องหมายเลข 9 ไว้ที่แผงทางเข้า คุณสามารถเปิดเข้าไปได้เลย"

แต่มันยังไม่ถึงเวลาเช็คอินที่บ่าย 2 โมงนี่นา ทำไงดีกับกระเป๋าล่ะ...ลงไปที่ร้านด้านล่างถามป้าคนที่กำลังขายขนมปังอยู่ เธอบอกว่าเข้าไปได้เลย ห้องคุณเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็หิ้วกระเป๋าผ่านบันไดแคบๆขึ้นไปห้องพัก .... ไม่มีลิฟท์นี่ แย่อยู่นา


ขบวนรถไฟ Gornergrat bahn


วางของเสร็จ ก็ไม่มีเวลาดูอะไรแล้ว ล๊อคห้องออกจากที่พักเดินกลับไปที่สถานี เวลาเกือบหมดแล้ว เพราะเที่ยวนี้จะออก 12.48 น. เข้าไปถึงสถานีแบบกะหืดกะหอบ เจอเจ้าหน้าที่ยืนรอที่ทางเข้า ถามเราว่าไปกอร์แนร์กราทใช่ไหม? เราบอกว่า ใช่ เขาบอกเร็วเลยครับ รถจะออกแล้ว .... โธ ถัง เหลือตั้ง 3 นาทีแนะ

คนส่วนมากจะขึ้นไปชมความสวยงามของเขาแมทเทอร์ฮอร์นจากยอดเขากอร์แนร์กราท หรือที่สถานีรถไฟฟันเฟืองกอร์แนร์กราทกัน ซึ่งตรงนั้นสามารถมองเห็นเขาแมทเทอร์ฮอร์นได้ดี ... ที่จริงการเดินทางขึ้นชมเขาแมทเทอร์ฮอร์นนั้น มีขึ้นด้วยกระเช้าไฟฟ้าด้วย แต่ไปลงคนละที่กับเขากอร์แนร์กราท ซึ่งวิวก็คงต่างกันออกไป..แต่เราไม่ได้ศึกษาเรื่องที่ขึ้นด้วยกระเช้าไฟฟ้ามา จึงมุ่งมาที่รถไฟไต่เขาแบบฟันเฟือง หรือ Cogwheel นี่แหละครับ


เส้นทางรถไฟขึ้นสู่เขา Gornergrat


เจ้ารถไฟสีแดงเบาะนั่งคลาสสิค (เก้าอี้ไม้บุด้วยผ้าแบบที่นั่งรถไฟโบราณ) มีหน้าต่างสามารถเปิดด้านบนได้ เอาไว้ชมวิวและถ่ายภาพแบบไม่ต้องผ่านกระจก แต่วันนี้เปิดนานก็ไม่ได้ ลมหนาวโชยเข้ามา ฮีตเตอร์ด้านในแทบเอาไม่อยู่ แต่ก็ยังมีแขกอินเดียพยามเปิดถ่ายภาพด้งย IPad อยู่นั่นแหละ ฝรั่งก็มอง แต่พวกเธอยังเฉย .... เส้นทางขึ้นสู่เขา Gornergrat จะต้องผ่านทั้งหมด 7 สถานีรวมทั้งที่ Zermatt ใช้เวลาทั้งสิ้น 33 นาที



หมู่บ้านเซอร์มัตต์ด้านล่าง


เริ่มออกจาก Zermatt ที่ระดับความสูง 1605 เมตร สู่สถานี Findelbach ความสูง 1774 เมตร ระหว่างทางจะมองเห็นหมู่บ้านเซอร์มัตต์ที่หลังคาขาวโพลนอยู่ด้านล่าง จากนั้นก็ขึ้นสู่ Landtunnel ความสูง 2060 เมตร ยังพอมองเห็นป่าสนอยู่บ้าง บางช่วงยังเห็นเจ้าแมทเทอร์ฮอร์นไดดี จากนั้นก็ไต่ขึ้นสู่ Riffelalp ที่ความสูง 2211 เมตร พอออกจากสถานีนี้ไปก็ผ่านภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ ขาวยังกะปุยนุ่น ไม่นานก็ถึงความสูง 2582 เมตรที่สถานี Riffelberg ตรงสถานีนี้เขามีเส้นทางเดินสู่กอร์แนร์กาทด้วย จาก Riffelberg ก็ปีนขึ้นสู่ Rotenboden ที่ระดับ 2815 เมตร ... ปกติเราสามารถลงไปถ่ายภาพเงาสะท้อนของยอดเขาแมทเทอร์ฮอนที่ทะเลสาบ Riffelsee แต่วันนี้หิมะปกคลุมไปหมดแล้ว จนสุดท้ายปลายทางเพื่อมายืนชมยอดเขา Matterhorn ที่สถานี Gornergrat ที่ระดับ 3089 เมตร จากจุดนี้ไปแมทเทอร์ฮอร์นก็ไกลอยู่นะ แต่มองภาพเขาปิรามิดลูกนั้นได้ชัดในสภาพอากาศเปิด และวันนี้ท้องฟ้าเป็นใจให้เราด้วยสิ.


แมทเทอร์ฮอร์น (Matterhorn) เป็นภูเขาที่มีชื่อเสียงมากในเทือกเขาแอลป์ (Alps) ตั้งอยู่ระหว่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์และอิตาลี รูปทรงปิรามิดที่งดงามตั้งอยู่บนพื้นที่ Zermatt ในส่วนเมืองของสวิตเซอร์แลนด์ และ Breuil-Cervinia ใน Val Tournanche ในส่วนเมืองของอิตาลี




รูปทรงพีระมิด ตั้งตระหง่านเหมือนยื่นไปสู่ท้องฟ้ามากกว่าบยอดเขา ของเทือกเขาแอลป์ยอดอื่นๆ มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การพยามเข้าสู่ภูเขา ทั้ง Mattertal จากทิศเหนือ, Valtournanche จากทิศใต้ คนโบราณบอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องเล่าแห่งความมืดอันความน่ากลัว ของหายนะว่าจะเกิดขึ้นกับบุคคลที่เข้าใกล้มันอย่างแน่นอน มีเรื่องเกี่ยวกับเมืองที่ถูกทำลายและถูกฝังภายใต้ก้อนหิมะ ความเห็นเพิ่มเติมของไกค์ผู้ผ่านประสบการณ์ใน Zermatt ฝั่งของสวิตเซอร์แลนด์ ว่าภูเขาสูงชัน จากแนวหน้าผาที่ราบเรียบตั้งแต่ฐานถึงจุดยอดทำให้ไม่สามารถปีนได้ ภูเขามีสี่ด้านพื้นหน้าของสูงชันอันตรายมีเพียงแผ่นหิมะและแผ่นน้ำแข็งเล็กๆ เกาะยึด ส่วนใหญ่แมทเทอร์ฮอร์นเป็นภูเขาของเทือกเขาแอลป์สุดท้ายที่จะถูกปีน เพราะต้องใช้เทคนิคยุ่งยากแต่ความน่าเกรงขามจะเป็นดลใจสำหรับนักปีนเขาได้เช่นกัน เริ่มต้นครั้งแรกประมาณปี 1858 จากชาวอิตาเลียนจำนวนมากแม้จะติดขัดจะเกิดขึ้นมากมาย ที่พวกเขาพบบ่อยๆ คือความลำบากกับหินที่ลื่น





💘รู้ไว้ใช่ว่า : แมทเทอร์ฮอร์นเกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกเมื่อ 50 ล้านปีก่อน เมื่อครั้งที่ทวีปแอฟริกาและยุโรปเคลื่อนเข้ามาชนกัน รูปร่างยอดที่เห็นอยู่นี้เกิดจากธารน้ำแข็งในยุคน้ำแข็งได้บดขยี้เป็นวงรอบภูเขาระหว่างแมทเทอร์ฮอร์นและยอดเขามอนสเตโรซาในอิตาลี ซึ่งสูง 4,634 เมตร คือช่องเขาเอโอตุลสูง 3,317 เมตร เป็นจุดที่แซร์เวียสกัลป์บา กงสุลของจูเลียส ซีซาร์ ผ่านมาและมองไปเห็นแมทเทอร์ฮอร์น (CR: eliteholidaythailand.com)


อุณหภูมิที่ติดลบ -14 องศาในเวลาบ่ายโมง 10 นาทีที่สถานี Rotenboden

ลานสกีระหว่างทางไป Gornergrat ตรงข้ามสถานี Rotenboden


จากฐานถึงยอดเขาแมทเทอร์ฮอร์นจะราบเรียบจนหิมะไม่เกาะ


สถานีกอร์แนร์กราท (Gornegrat)


บนลานหิมะกอร์แนร์กราทที่ระดับ 3089 เมตร












ด้านบนคือโรงแรม 3100 Kulm Gornergrat


บนยอดเขากอร์แนร์กราท นอกจากสถานีรถไฟแล้ว ยังมีจุดชมวิวต่างๆรอบทิศทาง ซึ่งเราสามารถเดินขึ้นไปถ่ายภาพได้หลายๆจุด ในแต่ละจุดจะมีกล้องแบบหยอดเหรียญตั้งไว้ด้วย นอกจากนั้นยังมีโบสถ์เล็กๆอยู่ใกล้ๆโรงแรมให้แวะชมอีกต่างหาก .... คุณภรรยาเธอเดินซักพักเจออุณหภูมิติดลบ 14 แม้จะมีแดด แต่ก็ไม่ไหว เลยแอบเข้าไปหลบในโรงแรม ส่วนพ่อลูกลุยถ่ายภาพกันต่อ แถมไปเจอคนไทยที่ขับรถมาเที่ยวโดยเริ่มเดินทางมาจากปารีส .... มีที่เที่ยวที่ไหนคนไทยเราไปหมด ก็อบอุ่นดีเหมือนไม่ไกลบ้าน



























ที่จุดชมวิวเขาจะมีป้ายบอกชื่อยอดเขาที่มองเห็นด้วย






Hotel 3100 Kulm Gornergrat




วิวจากยอดเขากอร์แนร์กราท




Gornergrat Bahn

เดินชมความงามของยอดเขาต่างๆในบริเวณนั้นขณะที่อุณหภูมิติดลบ แต่ยังพอมีโชคอยู่บ้างที่วันนี้ท้องฟ้าเปิด มีแดด และลมแค่อ่อนๆ ทำให้เราสามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้ไกล...ต้องบอกเลยว่าขึ้นไปแล้วคุมค่าจริงๆกับค่ารถไฟมหาโหด ธรรมชาติในหน้าหนาวที่นั่นสวยงามจริงๆ ความนุ่ม ขาว สวยของหิมะทำให้คนเขตร้อนเช่นเราตื่นเต้นมากๆแม้ว่าเคยเห็นหิมะมามากมายหลายที่แล้วก็ตาม แต่บนทุ่งหิมะบนเขายังมีเจ้าเขาปิรามิด แมทเทอร์ฮอร์น ยืนเด่น ทำให้ภาพในกรอบสวยงามยิ่งขึ้น


ทางรถไฟสายกอร์แนร์กราท (ถ่ายช่วงลงเขา)


หมู่บ้านเซอร์มัตต์


ใช้เวลาบนเขาที่หนาวเหน็บได้ประมาณ 2 ชั่วโมงเราก็อาศัยรถไฟฟันเฟือง Gornergrat Bahn กลับลงสู่หมู่บ้าน Zermatt แม้บนรถไฟขาลงเราก็ยังต้องหันกลับไปชมสาวสวยแมทเทอร์ฮอร์นอยู่เป็นระยะๆ จนกระทั่งภาพหลังคาบ้านที่ปกคลุมด้วยหิมะโผล่มาให้เห็นอีกนั่นแหละ เราถึงเตรียมตัวลงจากรถ เพื่อไปเดินชมหมู่บ้าน และหาอะไรๆที่เป็นอาหารพื้นเมืองทานก่อนหลบลมหนาวเข้าไปพักผ่อนที่ห้องพัก.

บล๊อกต่อไปเรายังคงจะพาชมหมู่บ้าน Zermatt (คนที่นั่นเขาเรียก Village จริงๆครับ ไม่ใช่ City) กันต่อนะครับ 



 💘💘อบคุณที่ติดตาม.💘💘





ลาด้วยภาพแมทเทอร์ฮอร์นระยะไกลที่ถ่ายจากรถไฟครับ



_______________









วันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2561

เที่ยวสวิส 5 .... ยอดเขาทิตลิส และ ริกิ





 ล๊อกที่แล้วเราพาท่านไปชมเมืองลูเซิร์นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและเมืองที่ว่าสวยงามมากที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์มานะครับ มาบล๊อกนี้เราก็ยังพักที่เมืองลูเซิร์นต่อ แต่จะพาคุณๆออกไปเที่ยวด้านนอกเมืองบ้าง โดยมีเป้าหมายที่ยอดเขาทิตลิส (Titlis) ครับ 


สถานีรถไฟ Engelberg


Mout Titlis ตั้งอยู่ที่เมือง Engelberg ต้องนั่งรถไฟออกไป ซึ่งก็มีรถไฟให้เราได้โดยสารออกไปทุกๆนาทีที่ 6 และนาทีที่ 35 ของทุกๆชั่วโมง และใช้เวลาเดินทางเพียง 50 นาทีเท่านั้น สะดวกมากๆครับ ... วันนี้เราได้รถไฟขบวน IR (Inter Region) เป็นขบวน Luzern - Engelberg Express นั่งสบายๆ ชมวิวข้างทาง ผ่านทุ่งหญ้าที่ยังเขียวขจี รอเจ้าของฟาร์มมาตัดเพื่อเก็บเป็นอาหารปศุสัตว์ในหน้าหนาวที่กำลังจะมาถึง .... บ้านเรือนชาวชาวฟร์าม (วัว และแกะ) จะอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง ปลูกบ้านทรงสวิสที่เรียกว่าชาเล่ท์ สังเกตุดูทั่วไปจะมี 3 ชั้นครับ หลังคาเป็นจั่วแหลมเพื่อให้หิมะไหลลงได้สะดวกครับ



หน้าสถานีรถไฟ Engelberg

เมืองเอนเกลเบิร์ก เป็นอีกหนึ่งเมืองรีสอร์ทชั้นนำของสวิตเซอร์แลนด์ที่น่าหาโอกาสมาเยือนสักครั้ง โดยตัวเมืองนั้นตั้งอยู่บนเนินเขาใกล้ๆกับ "ภูเขาทิตลีส" (Mount Titlis) ภูเขาที่มียอดสูงจากระดับน้ำทะเลหนึ่งกว่า 10,000 ฟุต หรือ 3,020 เมตร ปัจจุบันเมืองเอนเกลเบิร์กได้กลายเป็นอีกหนึ่งอัลไพน์รีสอร์ทที่ใหญ่ที่สุดในภาคกลางของสวิตเซอร์แลนด์ .... เอนเกลเบิร์กมีพื้นที่ประมาณ 41 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 4100 คน ตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 1013 เมตร แต่มีรีสอร์ทและโรงแรมหรูๆมากมาย




 นอกจากนี้แล้วเมืองเอนเกลเบิร์กยังเป็นเสมือนแม่เหล็กที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนได้ทั้งในช่วงฤดูร้อนทั้งสองและฤดู​​หนาว โดยเมืองใหญ่ๆที่อยู่ใกล้เมืองเอนเกลเบิร์กคือเมืองลูเซิร์นและเมืองซูริค สำหรับบรรยากาศภายในเมืองนั้นค่อนข้างเงียบสงบ โดยในช่วงฤดู​​ร้อนจะมีกิจกรรมท่องเที่ยวสำคัญๆได้แก่ การเดินทางไกล, ขี่ม้า และขี่จักรยานภูเขา ส่วนในช่วงฤดูหนาวจะเป็นการเล่นสกี การลากเลื่อนหิมะ และอื่นๆ 


ข้ามคลองไปสถานีกระเช้า (Cable car)

เมื่อถึงสถานีรถไฟเอนเกลเบิร์ก (ชื่อเมืองมาจากคำว่า Angel ซึ่งหมายถึงนางฟ้า) จะมีป้ายบอกว่าไปสถานี Cable car โดยการเดิน 10 นาที...แต่หนาวมากๆ แถมฝนอีกต่างหาก ... รีบๆเดินผ่านคลองไปตามป้าย แล้วก็ถึงลานจอดรถที่ค่อนข้างใหญ่ ถ่ายภาพด้านนอกได้ 2-3 ภาพก็รีบเข้าไปในสถานี


สถานีกระเช้าขึ้นยอดเขาทิตลิส

การขึ้นสู่ยอดทิตลิส ต้องซื้อตั๋วกระเช้าไฟฟ้า หรือ Cable car นะครับ ราคาไป-กลับ คนละ 96 สวิสแฟรงค์ (เขาออกเสียงแฟรงค์) แต่เรามี Swiss Travel Pass เลยได้ลดครึ่งหนึ่งครับ .... ส่วนเวลาที่เขาเปิดบริการคือ 8.30 น เที่ยวสุดท้าย 15.40 น. ส่วนขาลงจากยอดเขาเที่ยวสุดท้าย 16.50 น. 



แผนที่เส้นทางขึ้นเขา


มีเอกสารแจกรวมทั้งภาษาไทยด้วย


ซื้อบัตรเรียบร้อยก็เอาบัตรไปสแกนที่เหล็กกั้นทางเข้า แล้วเข้าไปเลือกกระเช้าที่ว่างๆ ตัวกระเช้าจะมีหมายเลขและธงชาติในหลายๆประเทศด้วย รวมทั้งของไทย .... เอกสารที่แนะนำนักท่องเที่ยวแจกฟรี มีหลายภาษาเช่นกัน หยิบเอาได้ที่สถานีกระเช้าด้านล่าง ... ประมาณปลายๆเดิือน พ.ย หรือต้น ธ.ค. เขาจะมีช่วงหยุดเพื่อซ่อมบำรุงประมาณ 2 อาทิตย์นะครับ (ตรวจเช็ค Schedule Maintenance ก่อนไปครับ) สอบถามได้ที่ Information Center ทั่วไปได้ครับ


ผ่านช่องสแกนตั๋วก่อนขึ้นกระเช้า


ขึ้นกระเช้าไปที่ระดับความสูง 1800 เมตร แล้วเปลี่ยนเป็นกระเช้าหมุนรอบทิศทาง (Titlis Rotair) ถ้าสภาพอากาศเปิดเราจะเห็นวิวสวยงาม แต่วันนี้ทั้งเขาขมุกขมัวไปด้วยฝนและหิมะ หนาวก็หนาว ไม่เห็นอะไรเลย 



มองกลับลงมาที่เมืองเอนเกลเบอร์ก


เราถึงสถานีบนสุดในชั้นที่ 1 ก็ออกไปเดินชมของฝาก เพื่อวอร์มอัพร่างกานก่อนไปเดินที่ลานหิมะ .... ขาดไม่ได้คือถ้ำน้ำแข็งหรือ Gracier Cave เดินในนั้นไม่หนาวมากนะเพราะไม่มีลม .... เดินจนจบเส้นทาง แล้วออกไปหาอาหารทานกัน ราคาก็ต่างจากด้านล่างไม่มาก แต่ก็ยังถือว่าแพงอยู่ดีสำหรับคนไทยเรา


เข้าชมนิทัศการที่ถ้ำน้ำแข็งก่อน


Gracier Cave

ขึ้นลิฟท์ขึ้นไปที่ชั้น 5 สู่ทางออกไปเดินในลานหิมะ ออกมาจะเจอป้าย Mount Titlis Switzerland 3020 M, 10000 feet ... เขากั้นเชือกไว้ตามทางลงเขาหรือหน้าผาไว้ เว้นช่องให้พวกนักสกีได้เล่น downhill ลงไปด้วย เลยลานไปจะเห็นสะพานทางเขาของกระเช้านักสกีแบบเปิดขาโล่งๆ ติดป้าย Ice Flyer 3040 เมตร ด้านข้างจะเป็นสะพานเดินบนหน้าผ้า และหอชมวิว (แต่หอปิด)


ออกไปสู่ลานหิมะบนความสูง 3020 เมตร














กระเช้าพวกนักสกี



เดินบนสะพานแขวนท่ามกลางอุณหภูมิติดลบ -7 องศา







ถ่ายกับชุดชาวสวิส

ประมาณบ่ายโมงครึ่งเราลงจากเขาทิตลิสเพื่อเดินทางกลับลูเซิร์น ... ถึงลูเซิร์นยังไม่มืด เอาแผนที่ออกมาดูว่าพอจะไปไหนได้อีกบ้าง ... ที่อยากไปที่สุดตอนนี้คือเขาริกิ ... ไม่ยากไปกันเลย

💘💘💘💘





รถไฟขาว-ฟ้า ขึ้นสู่ยอดเขา Rigi

เพราะไไปกัน 3 คน พ่อ-แม่-ลูก จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการตัดสินใจเดินทางมากนัก ชนะ 2 ใน 3 เป็นอันว่าไป เรานั่งรถไฟสายที่ออกเร็วที่สุดในเวลานั้นไปสู่สถานี Arth-Goldau ซึงต้องใช้เวลาประมาณ 28 นาทีจากลูเซิร์น แล้วต้องไปต่อรถไฟไต่เขา หรือ Cogwheel ขึ้นสู่ยอด Rigi Kulm อีก 44 นาที

รถไฟที่ขึ้นสู่ยอด Rugi Kulm มีอยู่ 2 ทางนะครับ คือ 
1. ขึ้นไปจากสถานี Arth Goldau ไป ใช้เวลา 44 นาที  และ
2. ขึ้นจาก Vitznau ไป ใช้เวลา 32 นาที (สถานีนี้ต้องมาทางเรือจากลูเซิร์น ซึ่งเรือจะใช้เวลา 51 นาที)

เราเลือกทางที่ 1 เพราะต้องทำเวลา และจะกลับทางที่ 2 


เบาะนั่งแบบคลาสสิค


เมือง Ath-Goldau ด้านล่าง

ผ่านเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะขึ้นไป








สถานีสูงสุด Rigi-Kulm ระดับ 1797 เมตร


ขึ้นสู่ยอดริกิได้ตามเวลาคือถึงประมาณ 15.50 น. แต่ไปเจออากาศปิดเข้า พายุหิมากำลังมาเลยทีเดียว เลยตัดสินใจ ลงอีกด้านไปที่ Vitznau เพื่อไปต่อเรือกลับลูเซิร์น...รถไฟขาลงไปที่ Vitznau จะเป็นสีขาวแดง


ขากลับลงมาอีกด้าน


สถานีวิทซ์เนา (Vitznau) หน้าท่าเรือ

ลงมาถึงสถานีวิทซ์เนาก็มืดแล้วประมาณ 4 โมง 40 นาที ... รีบเดินตามฝรั่งไปรอเรือที่ท่า ... ถ้าเรามีบัตร Swiss Travel Pass ไม่ต้องจ่ายค่าเรือครับ ฟรี แต่เวลาขึ้นต้องดูชั้นด้วย ชั้นบที่เห็นวิวดีๆจะเป็น 1 class นะครับ ส่วนเราจองชั้น 2 ไปก็ต้องนั่งด้านล่าง ซึ่งคนก็เยอะพอควร ... แต่มืดๆแบบนี้จะไปมองเห็นอะไร นอกจากแสงสีตามชายฝั่ง


รอเรือที่ท่าเรือวิทซ์เนา


เรือล่องทะเลสาบ


บนเรือล่องทะเลสาบ จะจอดตามท่าเรือต่างๆเช่นเดียวกับรถ บนเรือก็เหมือนเรือท่องเที่ยวในแม่น้ำเจ้าพระยาบ้านเรา มีพวกเครื่องดื่มขาย บางกรุ๊บเขไปกันหลายคน เขาสำรองที่นั่งและจองอาหารไปด้วยก็มี เรือแล่นสู่ลูเซิร์นใช้เวลาประมาณ 50 กว่านาทีก็เข้าเทียบท่าที่หน้าสถานีรถไฟที่ด้านหน้าและสะพานข้ามแม่น้ำรอยส์ที่ประดับประดาด้วยหลอดไฟแสงสี เพราะใกล้วันเทศกาลคริตส์มาสและปีใหม่...ลงเรือได้ก็ไปนั่งรถเมล์กลับที่พัก เอาแรงไว้ไปลุยต่อที่ Zermatt ในวันรุ่งขึ้น.


การเดินทางท่องเที่ยวในหลายๆที่ได้ทั้งประสบการณ์ ความรู้ ความคิด และความแตกต่าง ที่ต่างกันออกไป เช่นไปในประเทศที่เจริญหรือพัฒนาแล้ว เราก็จะได้เห็นวิถีชีวิตที่ผู้คนเคารพกฏกติกา ไม่เอารัดเอาเปรียบคนอื่น มองคนอื่นแบบเข้าใจและให้ความสำคัญ ... แต่ในขณะเดียวกัน ไปบางประเทศก็เจอผู้คนที่ดิ้นรน เห็นแก่ได้ ไม่สนว่าคนอื่นจะเป็นอย่างไร แม้มีกฏก็ข้ามกฏนั้นไป เมื่อมีโอกาสก็มักไขว่คว้าหาประโยชน์ส่วนตนตลอด ..... โลกแม้จะใบเดียวกัน แต่ความสำคัญของชีวิตต่างกันราวฟ้ากะดิน  อยากเห็นโลกทั้งใบเป็นดินแดนที่สงบสุข ผู้คนไม่แบ่งแยก รักและเคารพกฏกติกาที่ธรรมชาติได้สร้างไว้ เข้าใจซึ่งกันและกันตลอดไป.


💘💘ขอบคุณที่ติดตามครับ💘💘


Water Tower @ Chapel Bridge


___________