วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

+ เที่ยวญี่ปุ่นช่วงใบไม้เปลี่ยนสี 8 ... วัดเออิคันโดะ +








วันนี้เรายังเที่ยวชมใบไม้แดงที่เกียวโตอยู่นะครับ ซึ่งคงเป็นบล๊อกสุดท้ายในเมืองนี้แล้วล่ะ ซึ่งวันนี้เราจะพาไปชมใบไม้เปลี่ยนสี หรือใบไม้แดงที่ว่ากันว่าอลังการที่สุดในเกียวโตเลยนะครับ ผู้เขียนมาเกียวโต 3 ครั้งแต่ไม่ทราบเลยจริงๆว่าวัดนี้เป็นแหล่งชมใบไม้แดงที่ตระการตามาก จนได้ driver ที่ขับพาเราไปนั่นและบอกว่า ถ้าต้องการชมใบไม้แดงล่ะก็ วัดเออิคันโดะ (Eikando) นี่เลย จริงๆแล้ววัดนี้มีชื่อเป็นทางการเรียกว่า Zenrin-ji Temple (วัดเซนรินจิ) ครับ

หลังจากที่เราเที่ยวชมวัดทองรือวัดคินคาคุจิจนจบแล้ว เราก็นั่งรถตู้มาที่วัดเออิคันโดะกัน แต่ด้วยสภาพคนและรถมาวัดกันมากมาย เราต้องจอดเลยวัดไปหน่อย แล้วเดินย้อนกลับมาที่วัดกัน .... แค่ประตูวัดเราก็ต้องร้องโอ้โหกันแล้ว เพราะเริ่มเห็นต้นไม้เป็นสีแดงเต็พรืดไปหมด


ประตูวัดเออิคันโดะ

หลังจากที่เราเที่ยวชมวัดทองรือวัดคินคาคุจิจนจบแล้ว เราก็นั่งรถตู้มาที่วัดเออิคันโดะกัน 
แต่ด้วยสภาพคนและรถมาวัดกันมากมาย เราต้องจอดเลยวัดไปหน่อย แล้วเดินย้อนกลับมาที่วัดกัน .... 
แค่ประตูวัดเราก็ต้องร้องโอ้โหกันแล้ว เพราะเริ่มเห็นต้นไม้เป็นสีแดงเต็พรืดไปหมด


พ้นประตูเข้ามาเห็นใบเมเปิ้ลสีแดงเต็มสองข้างทาง


ก่อนเข้าชมวัดเราต้องซื้อบัตรผ่านคนละ 1000 เยน ( 600 เยนในเวลากลางคืน) เฉพาะช่วงใบไม้แดง ... ปกติ 600 เยน.

ช่วงจากประตู (ติดถนน) เข้าสู่ประตูวัดชั้นใน สองข้างทางจะผ่านต้นเมเปิ้ลใบกำลังสีแดงเต็มไปหมด นักท่องเที่ยวก็เริ่มเก็บภาพกันตั้งแต่ช่วงนี้กันเลยทีเดียว


สาวๆญี่ปุ่นนิยมใส่ชุดกิโมโนมาวัดกัน (บางครั้งนักท่องเที่ยวผู้หญิงก็ใส่มาด้วยเช่นกัน)











ภาพก่อนเข้าสู่บริเวณวัด






วัดเออิคันโดะ - Eikando Temple

วัดเออิคันโดะ (Eikando Temple) หรือชื่อเต็มคือวัดเออิคันโดะ เซนรินจิ (Eikando Zenrin-Ji Temple) เป็นวัดพุทธ นิกายโจโด (Jodo) อยู่ในโซนตะวันออกของเกียวโต ใกลกับวัดนันเซงจิ (Nanzenji Temple) นักท่องเที่ยวนิยมเที่ยวสองวัดนี้เป็นแพคคู่กัน ภายในวัดเออิคันโดะมีต้นเมเปิ้ลเป็นจำนวนมาก ช่วงใบไม้เปลี่ยนสี (ปลายเดือนพฤศจิกายน) ใบไม้ในวัดจะเป็นสีแดง ช่วงนี้ทางวัดเปิดให้เข้าชมทั้งกลางวันและกลางคืน  มีนักท่องเที่ยวมาชมความงามเป็นจำนวนมาก







ประวัติวัดเออิคันโดะ

ในสมัยเฮอัน (ค.ศ. 853) ได้มีการสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรม ที่ตำแหน่งปัจจุบันของวัดเออิคันโดะ และต่อมาได้รับอนุญาตจากจักรพรรดิ์ (Emperor Seiwa) ให้ก่อตั้งเป็นวัดเซนรินจิ (Zenrin-ji)  ช่วงที่เป็นวัด มีเจ้าอาวาสท่านหนึ่งชื่อเอคัน (Eikan) เป็นพระที่ได้รับการนับถือจากชาวบ้านเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ช่วงนั้นมาก็มีการเรียกชื่อวัดเป็นวัดเออิคันโดะ (Eikando)

ค.ศ. 1467-1469 เกิดสงครามโอนิน (Onin war) ตัววัดได้รับความเสียหายจากสงครามเป็นอย่างมาก หลังจากสงครามสิ้นสุด ได้มีการซ่อมแซม และสร้างอาคารต่างๆ ในวัดขึ้นมากมาย ดังที่เห็นในปัจจุบัน 

เมื่อเดินเข้าไปภายในตัววัด จะพบอาคารหลัก มีห้องโถงใหญ่เรียกว่า Shakado ที่บานประตูจะมีภาพวาดของสวนหินอย่างสวยงาม อีกห้องโถงนึง เรียกว่า Amidado เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป และห้องโถงอีกหนึ่งห้อง เรียกว่า Miedo เป็นที่ตั้งของรูปปั้นท่านโฮเนน (Honen) ผู้ก่อตั้งนิกายโจโดนี้ .... สำหรับด้านนอกจะมีเจดีย์ที่มีชื่อเสียงของวัด เรียกว่า เจดีย์ทาโฮโตะ (Tahoto) และสวนญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า สวนโฮโจ (Hojo) ซึ่งเป็นจุดถ่ายรูปที่มีชื่อเสียง เป็นวิวสะพานญี่ปุ่น ทอดยาวท่ามกลางสระน้ำ

สำหรับช่วงใบไม้แดงที่ญี่ปุ่นแล้ว วัดเออิคันโดะ Eikando นี้ เป็นหนึ่งในจุดชมใบไม้แดงอันเลื่องชื่อของเมืองเกียวโตเลยทีเดียว สามารถมาชมได้ทั้งช่วงกลางวันและช่วงกลางคืนที่จะมีการเปิดไฟ Light Up อีกด้วย 






ขอบเก็บภาพกับใบไม้แดงสวยๆ







เข้าไปในวัดต้องถอดรองเท้าและใส่ถุงพลาสติกไป ... ที่เห็นเดินรอบทางเดินระบียง และ 2 ภาพซ้ายจะเป็นสวนหย่อมตรงกลางอาคาร




อาคารวัดเออิคันโดะ ประกอบด้วยอาคารหลายอาคาร มีทางเดินไม้เชื่อมต่อถึงกัน อาคารแรกมีชื่อว่าชาคาโดะ (Shakado) 
ด้านหลังอาคารมีสวนหินขนาดเล็กให้ชม และมีภาพที่ผนังประตู (fusuma) เสียดายไม่มีภาพมาให้ชมเพราะเขาห้ามถ่ายครับ




















ในสวนโฮโจ (Hojo)




ภายในสวนโฮโจ (Hojo) มีที่ให้นั่งและทางเดินถ่ายภาพ






เจดีย์ทาโฮโตะ (Tahoto) .... ถ่ายจากสวนโฮโจ (Hojo)


เจดีย์ทาโฮโตะ (Tahoto Pagoda) เป็นเจดีย์ 2 ชั้น สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1928 ตั้งอยู่บนเนินเขา จุดที่สูงที่สุดของวัด เจดีย์นี้เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของวัด 
นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปยังเจดีย์ได้ เมื่ออยู่บนเจดีย์จะมองเห็นเมืองเกียวโตในมุมสูง (เสียดายที่เราไม่ได้ขึ้นไป)



สะพานในสวนโฮโจ (Hojo)





ในสวนโฮโจ (Hojo) จะมองเห็นเจดีย์ทาโฮโตะ


เจดีย์ทาโฮโตะ (Tahoto)














สรุปว่า ตั้งแต่ชมใบไม้แดงมา 3-4 แห่ง ที่วัดเออิคันโดะนี่มากมายมหาศาล และก็สวยที่สุดด้วย ... การเดินชมวัดและสวนจะมีป้ายบอกทางเป็นภาษาญี่ปุ่นอยู่เป็นระยะๆ ถ้ากลัวหลงก็ตามคนญี่ปุ่นไปละกัน ส่วนในตัวอาคารหลักที่เรียกว่า Shakado นั้นมีพระให้กราบไหว้ รวมทั้งภาพเขียนเล่าเรื่องราวต่างๆไว้ ทางเดินบนอาคารก็เป็นแบบวันเวย์ครับ ในใจกลางระหว่างอาคารมีสวนหิน นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นจะมานั่งหย่อนขาลงจากระเบียงชมสวนกัน ... เมื่อเดินพ้นอาคารไปจะลงสู่สวนและมีทางแยกขึ้นเจดีย์ทาโฮโตะ (เราหมดแรงที่จะปีนแล้ว เพราะวันนี้เดินมาทั้งหมด 3 วัดรวมทั้งวัดนี้แล้วด้วย) เราเลือกที่จะลงไปเดินในสวนโฮโจ (Hojo) ซึ่งวันนี้เนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยว ภายในสวนก็มีที่ให้นั่งเล่นด้วย โฮไลท์ของสวนคือสะพานหินที่สวยงาม แต่วันนี้ปิดไม่ให้เดินข้าม และสระน้ำที่ใสบริสุทธิ จากสวนเราสามารถมองขึ้นไปที่เจดีย์ทาโฮโตะได้อย่างชัดเจน แต่ที่เราทึ่งมากที่สุดคือใบไม้สีแดงนี่แหละ ถึงแม้บางส่วนเริ่มร่วงไปแล้ว แต่ยังถือว่าที่นี่ยังสมบูรณ์ที่สุดในปลายเดือนพฤศจิกายนแบบนี้ (ผู้รู้บอกว่าเราสามารถมาชมใบไม้แดงที่นี่ได้ตั้งแต้เดือน ต.ค. เลยทีเดียว) พอเลยสวนโฮโจก็จะเป็นทางออกประตูเพื่อเดินสู่ถนนใหญ่แล้วครับ .... วันนี้เพลินมากๆ เวลาหมดไปแบบไม่รู้ตัว










สุดท้ายของวันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 หลังจากวัดเออิคันโดะแล้ว เราไปเดินละลายทรัพย์กันที่ ถนนช้อปปิ้งชินเคียวโกกุ (Shinkyogoku) กับเทอระมะชิ (Teramachi) มีความยาวประมาณ 500 กว่าเมตร รวมกันได้ประมาณ 1 กิโลเมตรกว่าๆ โดยจะมีตรอกเล็กๆเชื่อมระหว่างถนนทั้ง 2 อยู่ตลอดทาง ซึ่งจะมีสินค้าขายอยู่มากมายแทบจะทุกประเภท ตั้งแต่ของที่ระลึก เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ของกิน ขนม ร้านอาหาร คาเฟ่ หนังสือ รวมถึงศาลเจ้า และวัดด้วย ทำให้บริเวณนี้เป็นหนึ่งในแหล่งช้อปปิ้งหลักของเมืองเกียวโต และบริเวณใกล้ๆกันยังมีตลาดนิชิกิ (Nishiki) ที่เป็นตลาดท้องถิ่นชื่อดังของเมืองเกียวโตด้วย


ข้ามถนนนี้ไปทางขวา

ถนนคนเดินที่เป็นเส้นช้อปปิ้งกลางใจเมืองเกียวโตจะมีอยู่หลักๆ 2 เส้นคือ ชินเคียวโกกุ (Shinkyogoku) กับ เทอระมะชิ (Teramachi) ที่อยู่ขนานกัน 
เป็นตรอกเล็กๆอยู่บนถนนชิโจ โดริ (Shijo Dori) ที่เป็นถนนเส้นหลักวิ่งผ่าใจกลางเมืองเกียวโต







จากถนนคนเดิน ชินเคียวโกกุ (Shinkyogoku) กับเทอระมะชิ (Teramachi) เรานั่งรถกลับเพื่อไปหาอะไรทานมื้อเย็น (วันนี้เกือบ 2 ทุ่ม) 
ที่ใกล้ๆเมือง Kusatsu ก่อนจะกลับที่พัก ที่โรงแรม Boston Plaza เตรียมแพ็คกระเป๋าบางส่วนเพื่อกลับไทยในวันพรุ่งนี้เย็น


Smiley ขอบคุณที่ตามอ่านครับ Smiley



ลาด้วยภาพนี้ครับ


วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2562

+ เที่ยวญี่ปุ่นช่วงใบไม้เปลี่ยนสี 7 ... วัดคินคะคุจิ (วัดทอง) +






อัพบล๊อกวันนี้ เรายังอยู่ที่เมืองเกียวโต ประเทศี่ปุ่นเพื่อชมใบไม้แดงต่อนะครับ หลังจากบล๊อกที่แล้วเราไปชมใบไม้แดงที่วัดคิโยมิสึ-เถระ มาแล้ว และวันนี้จะพาไปชมใบไม้แดงต่อที่วัดทอง หรือตำหนักทอง หรือ วัดคินคาคุจิ (Kinkakuji Temple) ซึ่งในทุกๆฤดู วัดนี้ก็เป็นที่นิยมมาชมของนักท่องเที่ยวมากมายเสมอครับ ... เรามาถึงวัดทองเมื่อเวลาประมาณ 12.30 น. ซึ่งในฤดูหนาวแบบนี้อากาศสบายๆครับ 10 กว่าองศา


เข้าสู่บริเวณวัดคินคาคุจิ


จอดรถเสร็จก็เดินข้ามถนนเข้าประตูวัดไปเพื่อซื้อบัตรเขาชมในตัวตำหนักทอง คนละ 400 เยน .... ในช่วงปลายพฤศจิกายนแบบนี้ที่นี่เต็มไปด้วยใบเมเปิ้ลสีแดงตระการตาไปหมด แค่ในสวนส่่วนแรกที่เราผ่าเข้าไปก็เพลินกับการถ่ายภาพเสียแล้ว




เข้าสู่ส่วนที่เป็นวัดก่อน

ตัววัดคินคาคุจิที่อยู่ติดตำหนักทอง



ตำหนักทอง หรือชอบเรียกว่าตำหนักทองเป็นอาคารสูง 3 ชั้น 2 ชั้นด้านบนฉาบด้วยสีทอง ... ซึ่งแต่ละชั้นมีโครงสร้างทางสถาปัตย์ต่างกัน



คินคะคุจิ (วัดทอง)

คินคะคุจิ (金閣寺, วัดทอง) เป็นวัดในนิกายเซน ตั้งอยู่ทางเหนือของเกียวโต (Kyoto) ที่มีชั้นบนสุดของตัวอาคารตกแต่งด้วยทองคำเปลวสุกอร่ามตา แต่เดิมนั้น วัดแห่งนี้เป็นที่รู้จักในชื่อโรคุออนจิ (Rokuonji) โดยเป็นบ้านพักสำหรับบั้นปลายชีวิตของโชกุนอะชิคางะ โยชิมิทสึ (Ashikaga Yoshimitsu) และตามเจตน์จำนงค์ของท่าน ได้อุทิศให้กับนิกายเซนลัทธิรินไซ (Rinzai sect) ภายหลังจากที่ท่านสิ้นอายุขัยในปี 1408 คินคะคุจิเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างวัดกินคะคุจิ (Ginkakuji) หรือวัดเงิน ซึ่งก่อสร้างโดยหลานของโยชิมิทสึ นั่นคือโชกุนอะชิคางะ โยชิมาสะ (Ashikaga Yoshimasa) ในอีกสองสามทศวรรษถัดมา โดยตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของเมือง




คินคะคุจิเป็นอาคารที่งดงามสร้างขึ้นโดยให้หันหน้าไปทางสระน้ำขนาดใหญ่ และเป็นอาคารเพียงหลังเดียวที่เหลืออยู่ในหมู่อาคารที่โยชิมิทสึใช้เป็นบ้านพักในบั้นปลายชีวิต อาคารแห่งนี้ถูกเผาทำลายหลายต่อหลายครั้งในประวัติศาสตร์ รวมถึงสองครั้งในช่วงสงครามกลางเมืองโอนิน (Onin War) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายให้กับเมืองเกียวโตอย่างมาก นอกจากนี้ในปี 1950 วัดทองยังถูกเผาอีกครั้งโดยพระคลั่งศาสนารูปหนึ่ง อาคารในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นในปี 1955



ตัวอาคารวัดทอง หรือ Golden Pavilion


คินคะคุจิสร้างขึ้นเพื่อสะท้อนถึงความหรูหราของวัฒนธรรมคิตายาม่า (Kitayama) ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูงที่มั่งคั่งของเกียวโตในสมัยของโยชิมิทสึ ในแต่ละชั้นของอาคารสร้างขึ้นโดยใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมที่ต่างกัน

โดยในชั้นแรกสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบชินเด็น (Shinden) ซึ่งใช้สำหรับการก่อสร้างอาคารของราชวังในสมัยเฮอัน (Heian Period) โดยเสาไม้ธรรมชาติและกำแพงปูนปลาสเตอร์สีขาวของชั้นล่างนี้ ช่วยขับให้ชั้นบนของอาคารซึ่งเป็นสีทองดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ภายในตัวอาคารชั้นหนึ่งประดิษฐานรูปปั้นพระศากยมุนี (Shaka Buddha) หรือพระพุทธเจ้าผู้ก่อตั้งศาสนาพุทธตามประวัติศาสตร์ และรูปปั้นของโชกุนอะชิคางะ โยชิมิทสึ อย่างไรก็ตาม อาคารนี้ไม่เปิดให้คนนอกเข้าชม แต่คุณยังคงสามารถมองเห็นรูปปั้นทั้งสองได้จากมุมสระน้ำฝั่งตรงข้าม หากพยายามมองเพ่งเข้าไป เนื่องจากหน้าต่างด้านหน้าของชั้นล่างมักจะถูกเปิดเอาไว้เสมอ

ชั้นที่สองของอาคารสร้างขึ้นโดยใช้แนวสถาปัตยกรรมบัคเค (Bukke) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ใช้ในการสร้างที่อยู่อาศัยของซามูไร และภายนอกได้รับการตกแต่งโดยการปิดแผ่นทองคำเปลวจนเป็นสีทองสุกอร่ามทั่วชั้นอาคาร ภายในชั้นสองจะประดิษฐานรูปปั้นพระโพธิสัตว์คันนอน หรือพระแม่กวนอิมปางประทับนั่ง รายล้อมด้วยรูปปั้นของท้าวจตุมหาราช (Four Heavenly Kings) ทั้งสี่พระองค์ อย่างไรก็ตาม รูปปั้นเหล่านี้ไม่เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าเยี่ยมสักการะ

ชั้นที่สามซึ่งเป็นชั้นสูงสุด ใช้สถาปัตยกรรมแบบนิกายเซนของจีน (Chinese Zen Hall) และปิดทองทั้งภายนอกและภายใน ส่วนบนยอดอาคารมีรูปปั้นหงส์ (phoenix) ทองคำยืนอยู่


สระเคียวโคะจิ หรือสระกระจก


The Golden Pavilion ที่สะท้อนในสระเคียวโคะจิ 


สระเคียวโคะจิ หรือสระกระจก





มีตำนานเกี่ยวกับการ์ตูนเรื่องอิกคิวซัง ที่วัดนี้ ว่าวัดนี้เคยเป็นที่พำนักของโชกุนอาชิคางะ โยชิมิซึ (Shogun Ashikaga Yoshimitsu) ผู้ที่ชอบทายปุจฉา – วิสัชนา กับอิกคิวซังในการ์ตูนเรื่องอิคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา ก็จำลองเรื่องราวเหตุการณ์ของศาลาทองในวัดนี้ให้เป็นปราสาทของท่านโชกุน (โชกุนอาชิกางะ โยชิมิสึ ( Ashikaga Yoshimistsu ) 






เดินอ้อมด้านหลังอาคารไปสู่สวน






หลังจากที่ได้ชมคินคะคุจิจากฝั่งสระน้ำแล้ว ผู้มาเยือนจะเดินทางผ่านอดีตที่พำนักของเจ้าอาวาส (โฮโจ) ซึ่งมีชื่อเสียงจากประตูเลื่อนหรือฟุซูมะ (Fusuma) ที่วาดเป็นลวดลายอย่างงดงาม อย่างไรก็ตาม อาคารแห่งนี้ไม่เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชม จากนั้นเส้นทางจะนำคุณผ่านคินคะคุจิจากด้านหลัง ซึ่งจะออกไปสู่สวนของวัดที่ยังคงรักษารูปแบบเดิมเอาไว้ตั้งแต่ในสมัยของโยชิมิทสึ ภายในสวนแห่งนี้ยังมีจุดสนใจอื่นๆ อาทิเช่น สระอันมินทาคุ (Anmintaku Pond) ซึ่งกล่าวกันว่ามีน้ำที่ไม่เคยเหือดแห้ง และรูปปั้นที่เปิดให้ผู้เข้าชมโยนเหรียญเพื่อความโชคดี

เมื่อเดินทางผ่านสวนไป คุณจะพบกับเรือนชงชาเซคคาเทอิ (Sekkatei Teahouse) ซึ่งถูกสร้างเพิ่มเติมในสมัยเอโดะ (Edo Period) เป็นจุดสุดท้ายก่อนที่จะสิ้นสุดพื้นที่ที่ทางวัดเก็บค่าธรรมเนียมเข้าชม ด้านนอกทางออกจะเป็นร้านขายของที่ระลึก และสวนชา (Tea Garden) ซึ่งเป็นสวนเล็กๆ ที่คุณสามารถนั่งดื่มชาและขนมหวาน (500 เยน) และหอฟุโดะ (Fudo Hall) ซึ่งเป็นอาคารขนาดเล็กที่ประดิษฐานรูปปั้นฟุโดะเมียวโอ (Fudo Myoo) หนึ่งในห้าเทพรักษาพระธรรม (Five Wisdom King) และผู้ปกป้องพระพุทธศาสนา กล่าวกันว่ารูปปั้นนี้เป็นผลงานของโคโบ ไดชิ (Kobo Daishi) ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญด้านศาสนาในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น

แหล่งข้อมูล : https://www.th.jal.co.jp/thl/th/guidetojapan/detail/?spot_code=kinkakuji




  
จากเนินเขาบนสวนมองเห็นหลังคาอาคาร



เดินไปทางออกตรงสวนชงชากำลังมีพิธีกรรมกันอยู่


ทางออกที่เดินลงเนินไปตามบันได







การเดินทาง

คุณสามารถเดินทางไปยังคินคาคุจิ โดยขึ้นรถประจำทางเกียวโต ซิตี้ บัสสายตรงหมายเลข 101 หรือ 205 ที่สถานีเกียวโต (Kyoto Station) ซึ่งจะใช้เวลาเดินทาง 40 นาที และมีค่าใช้จ่าย 230 เยน อีกทางเลือกหนึ่งในการเดินทาง ซึ่งอาจรวดเร็วกว่าและตรงเวลามากกว่า คือโดยสารรถไฟใต้ดินสายคาราสุมะ (Karasuma Subway Line) ไปยังสถานีคิตาโอจิ (Kitaoji Station) ใช้เวลา 15 นาที ค่าตั๋วโดยสาร 260 เยน แล้วนั่งแท็กซี่ต่ออีก 10 นาที ซึ่งจะมีค่าโดยสาร 1,000-1,200 เยน หรือโดยสารรถประจำทาง ใช้เวลา 10 นาที ค่าตั๋วโดยสาร 230 เยน โดยขึ้นรถหมายเลข 101, 102, 204 หรือ 205 จากที่สถานีไปยังคินคาคุจิ


วันนี้พาคุณๆเพลิดเพลินไปกับการชมใบไม้แดงที่วัดทอง ซึ่งสวยงามมากในปลายเดือนพฤศจิกายนเช่นนี้ คิดว่าคุณๆคงได้ชมภาพกันอย่างจุใจนะครับ ส่วนบล๊อกหน้าถือว่าเป็นบล๊อกส่งท้ายในการเที่ยวชมใบไม้แดงในเกียวโตแล้ว คอยติดตามนะครับ



_____ขอบคุณที่ตามอ่านครับ_____ 


ลาด้วยภาพนี้ครับ