วันจันทร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ชมบ่อเกลือสินเธาว์ และดอกชมพูภูคา ... ที่น่าน



มาน่านกันหลายครั้งแต่ไม่ค่อยได้ไปสัมผัสบรรยากาศรอบนอกน่านมากนัก มีครั้งหนึ่งมาน่านแบบรีบๆ คือมาทอดกระฐินกับเพื่อนๆที่ดอยแห่งหนึ่ง และอีกครั้งก็มาแวะเที่ยวดอยเสมอดาว เสานาน้อย และผาชู้ ... มาน่านครั้งนี้แบบไม่รีบเลยมีเวลาคิดว่าน่าจะเดินทางไปเที่ยว อ.บ่อเกลือ เพื่อสัมผัสกับบ่อเกลือสินเธาว์ หนึ่งเดียวในโลกเพื่อเป็นความทรงจำกับเขาบ้าง เลยวางแผนขับรถวนตามเส้นทางในแผนที่ แต่เนื่องจากบล๊อกนี้พูดถึงเรื่องราวของดอกชมพูภูคา เราเลยแถม อช.ขุนสถานเข้ามาในบล๊อกเดียวกันซะเลย เพื่อให้เกิดความรู้สำหรับท่านที่อยากจะมาน่าน เพื่อชมดอกไม้หายากนี้บ้าง จะได้วางแผนเดินทางให้ถูและเหมาะกับค่าใช้จ่ายครับ

เส้นทางการขับรถของเราในวันนี้

14 มีนาคม 2560 หลังอาหารเช้าที่โรงแรมเวียงภูมินทร์ เรานั่งคุยกับน้องๆที่เค้าน์เตอร์ว่า ถ้าเราจะขับไป อ.บ่อเกลือ จะใช้เวลานานไหม? เส้นทางเป็ยังไ? และจะกลับมานอนที่ในเมืองน่านทันไหม? .... คำตอบที่ได้ก็คือ ถ้าเราออกประมาณ 8-9 โมงเช้าเราก็สามารถกลับมาที่น่านได้ในตอนบ่ายๆ ซัก 4-5 โมงเย็น เพราะเส้นทางเป็นทางที่ขึ้นเขากว่า 90% แม้จะได้รับการปรับปรุงให้ดีแล้วสำหรับการเดินทาง แต่สำหรับคนไม่คุ้นทางควรเผื่อเวลาไว้บ้าง .... ตอนแรกเราสองจิตสองใจว่าจะนอนพักแถวๆ อ.บ่อเกลือ หรือโครงการภูฟ้าพัฒนาดีไหมน๊า แต่สุดท้ายเราเลือกที่จะกลับมาพักที่น่าน เผื่อมีเวลาเหลือจะได้เที่ยวไหว้พระตามวัดต่างๆอีก และก็เชื่อมั่นในสมรรถนะของเพื่อนยาก CRV 4WD g8injv' 2400 แรงม้า พอควร .... ท้ายสุดก็จองที่พักต่ออีก 1 คืนที่เดิมแล้วออกเดินทางตามเส้นทางในแผนที่ครับ

สวน...ที่ภูฟ้าพัฒนา

เรามาตามเส้นทางสาย 1169 ช่วงแรกๆเป็นทางสี่เลนส์ ซักพักจะค่อยๆไต่เขาขึ้นไปเรื่อยๆตามเส้นทางสองเลนส์แบบสวนกันไปมา แต่ทำทางค่อนข้างกว้างขวาง สองข้างทางเป็นไร่บนเขาและเหวลึก แต่สวยงามดี ... ผ่าน อ.สันติสุข พอถึงทางสามแยก ด้านหนึ่งไป อ.ปัว อีกด้านไป อ.บ่อเกลือ เราเลี้ยวไปทาง อ.บ่อเกลือ ตามเส้นทาง 1081 ทางช่วงนี้ต้องขับระมัดระวังมากขึ้น เพราะเป็นทางขึ้น-ลง เขาคดเคี้ยว ใช้ความเร็วได้ไม่มาก จนถึงสามแยกใหญ่ใกล้ อ.บ่อเกลือ ก็จะมีทางแยกขวาไป ศูนย์ภูฟ้าพัฒนาในพระราชดำริ เราแยกออกไปที่นั่นก่อนครับ

จุดชมวิวที่ภูฟ้าฯ

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2538 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯเยี่ยมราษฎรและทอดพระเนตร บ่อเกลือสินเธาว์ ณ บ้านบ่อหลวง อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ทรงเห็นสภาพความเป็นอยู่ของราษฎรที่มีความด้อยโอกาส ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม จึงได้มีพระราชดำริให้สำนักงานโครงการส่วนพระองค์ฯ ดำเนินการช่วยเหลือการพัฒนาในพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ โดยเริ่มพัฒนาที่โรงเรียนประถมศึกษาก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจึงขยายไปยังศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” ประกอบด้วย 4 โครงการได้แก่ โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน โครงการควบคุมโรคขาดสารไอโอดีน โครงการส่งเสริมสหกรณ์ และโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จึงทรงโปรดฯ ให้จัดตั้งศูนย์ภูฟ้าพัฒนาขึ้น เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 เพื่อใช้เป็นต้นแบบการพัฒนาและการถ่ายทอดความรู้การพัฒนาไปสู่พื้นที่ และราษฎรในเป้าหมายท้องที่อำเภอบ่อเกลือ และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ตามพระราชปณิธานของพระองค์


 ถึงแล้ว..ภูฟ้า

ศูนย์ภูฟ้าจัดตั้งขึ้นเพื่อใช้เป็นต้นแบบการพัฒนาและถ่ายทอดความรู้การพัฒนาไปสู่ราษฎรในพื้นที่เป้าหมายท้องที่อำเภอบ่อเกลือ และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ได้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี พร้อมประกอบอาชีพ อย่างเหมาะสมกับศักยภาพ ตลอดจนพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ศึกษาธรรมชาติ และวัฒนธรรมท้องถิ่นแห่งสำคัญของจังหวัดน่าน ช่วยลดปัญหาด้านงานเกษตรกรรม และการศึกษา พัฒนาการงาน และพื้นฐานอาชีพของชาวบ้านให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น อีกทั้งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ได้ผล ทำให้โครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาจังหวัดน่าน เป็นหนึ่งสถานที่น่าแวะเวียนมาเที่ยวชมและเรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านพื้นถิ่นอีกหนึ่งแห่งของจังหวัดน่าน



ที่ภูฟ้า


ที่ศูนย์ภูฟ้าเขามีที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวด้วยนะครับ โดยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ :

ที่อยู่ : หมู่ที่ 2 บ้านห่างทางหลวงและ หมู่ที่ 3 บ้านผาสุก ตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน
โทรศัพท์ : 086-2166144, 0 5471 0610, 08 1961 3358 ฝ่ายอาคารสถานที่และบริการ (คุณมงคล) โทร. 08 9557 5734
โทรสาร :
-
อีเมลล์ : phufacenter@gmail.com
เว็บไซต์ : http://www.phufacenter.com


ออกจากศูนย์ภูฟ้าฯ เราขับกลับมาที่สามแยกถนนสาย 1081 แล้วเลี้ยวขวาไปทาง อ.บ่อเกลือ เพื่อชมบ่อเกลือสินเธาว์หนึ่งเดียวของโลกที่นั่น ..... ถึงตัวอำเภอแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปตามป้ายบอกทาง ไม่ไกลก็จถึงบ่อแรกและสามารถจอดรถด้านในได้บริเวณได้เลย

 หลังจากต้มเกลือแล้วประมาณ 5-6 ชั่วโมงแล้ว จะตักใส่ตะกร้าไว้

อำเภอบ่อเกลือเดิมเรียกว่า เมืองบ่อ ซึ่งคงจะหมายถึงบ่อน้ำเกลือสินเธาว์ที่มีอยู่ในพื้นที่ซึ่งเดิมมีอยู่จำนวน 9 บ่อ เมืองบ่อเดิมทีเป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีความสำคัญมาตั้งแต่ในอดีตกาล ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ตามพงศาวดารเมืองน่านซึ่งพระเจ้าสุริยพงษผริตเดชได้แต่งรวบรวมขึ้นไว้ มีข้อความกล่าวถึงแหล่งผลิตเกลือที่สำคัญที่เป็นสาเหตุให้พระเจ้าติโลกราชแห่งเมืองเชียงใหม่ยกทัพมายึดเมืองน่าน เมื่อปี พ.ศ. 1993 ว่า

 บ่อเกลือสินเธาว์ภูเขาบ่อแรก

"เดิมทีเขตอำเภอบ่อเกลือเป็นป่าดงพงไพร ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ มีหนองน้ำ ซึ่งพวกสัตว์ต่าง ๆ ชอบมากินน้ำในหนองน้ำแห่งนี้เป็นประจำ และยังมีนายพรานผู้หนึ่งมาล่าสัตว์ และเห็นพวกเหล่าสัตว์ทั้งหลายมักจะกินน้ำที่นี่เป็นประจำ เมื่อลองชิมดูจึงรู้ว่ามีรสเค็ม ข่าวได้ล่วงรู้ไปถึงเจ้าหลวงภูคาและเจ้าหลวงบ่อ จึงได้มาดูบ่อน้ำเกลือ และต่างก็ต้องการครอบครอง จึงคิดหาวิธีการโดยทั้งสองพระองค์ขึ้นไปอยู่ที่ยอดดอยภูจั๋น เพื่อแข่งขันกันพุ่งสะเน้า (หอก) แสดงการครอบครองบ่อน้ำเกลือ เจ้าหลวงภูคาพุ่งหอกไปตกทางตะวันตกของลำน้ำมาง ตรงที่ตั้งหอนอกในปัจจุบัน เจ้าหลวงบ่อพุ่งหอกไปตกทางตะวันออกของลำน้ำมาง ตรงที่ตั้งหอเจ้าพ่อบ่อหลวงในปัจจุบัน ผู้คนที่พากันมาดูการแข่งขันพุ่งหอก ได้นำเอาก้อนหินมาก่อไว้เป็นที่สังเกต แล้วตั้งเป็นโรงหอทำพิธีระลึกตอบแทนเจ้าหลวงทั้งสององค์ทุกปี ภายหลังทั้งสองพระองค์คิดกันว่า จะนำคนที่ไหนมาอยู่ เมื่อปรึกษากันแล้ว เจ้าหลวงภูคาจึงไปทูลขอประชาชนที่อยู่เมืองเชียงแสนจากเจ้าเมืองเชียงรายมาหักร้างถางพงทำเกลืออยู่ที่นี่ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวบ่อหลวงในปัจจุบันนั่นเอง ดังนั้นชุมชนบริเวณนี้จึงได้เกิดขึ้นและดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้ (ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า เดิมทีนั้นบรรพบุรุษอยู่ที่ประเทศมองโกเลียและประเทศจีน หนี้ลี้ภัยมาทางแม่น้ำเหลืองเข้าสู่ประเทศลาว ทางประเทศลาวไม่อนุญาตให้อาศัยอยู่ได้ จึงพากันข้ามแม่น้ำโขงมาอาศัยอยู่ที่เมืองเชียงแสน)"



 ในหมู่บ้านบ่อเกลือ


 บ่อเกลือที่ 2 ที่ผลิตอยู่



 บ่อน้ำเกลือที่ลึกพอควร

การจะนำเกลือจากบ่อขึ้นมาต้มทำเกลือใช่ว่าจะกระทำกันได้ง่าย ๆ ชาวบ้านจะต้องทำพิธีเลี้ยงผีเมืองและเจ้ารักษาบ่อเกลือคือ เจ้าซางคำ กันก่อน โดยจะทำทุกปีในวันแรม 8 ค่ำเดือน 5 หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "งานแก้ม" ในสมัยก่อนเคยทำกันถึง 7 วัน แต่ปัจจุบันลดลงมา เหลือเพียง 3 วันเท่านั้นในอดีตชาวบ้าน อำเภอบ่อเกลือจะ ทำ เกลือขึ้นเพื่อใช้ในครัวเรือน แต่เมื่อปัจจุบันถนนหนทาง สะดวกมากขึ้น การเดินทางเข้าเมือง ก็ง่าย ชาวบ้านจึงได้ นำเกลือจากที่นี่ออกไป จำหน่ายยังหมู่บ้านต่าง ๆ รวมถึงต่างอำเภอก็มีปัจจุบันอำเภอบ่อเกลือ สวยงาม ด้วยภูมิ ประเทศป่าเขาเขียวขจี ควันหลงของสงครามจางหายไปและพื้นที่นี้กำลังได้ รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ของจังหวัดน่านที่รอคอยนักเดินทางเข้ามาสัมผัสกลิ่น ไอของธรรมชาตและตำนานการทำเกลือบนที่สูง
(อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเกลือสินเธาว์)

 เกลือหลังจากต้มจะใส่ตระกร้าให้สะเด็ดน้ำ


คลองหลังหมู่บ้านที่รักษาสภาพน้ำไว้ได้ดี

ออกจาก อ.บ่อเกลือ เราขับขึ้นทาง อช.ดอยภูคา ไปตามเส้นทางหมายเลข 1256 ที่จะไป อ.ปัว เพื่อไปชมดอกชมพูภูคาที่บริเวณตำหนักเจ้าหลวงภูคา เส้นทางสายนี้ขึ้นเขาสูง บางช่วงค่อนข้างแคบ ต้องระมัดระวังในการใช้ความเร็ว แถวบางช่วงยังเป็นทางบนเขเลี้ยวหักข้อศอกอีกด้วย ..... แต่เราก็ไปถึงตำหนักเจ้าหลวงภูคาจนได้ ไหว้ศาลเจ้าหลวงเสร็จก็เดินไปชมดอกชมภูพูคาที่กำลังออกดอกอยู่ 2 ต้น แต่ดอกมีไม่มากนัก และบริเวณนั้นยังมีต้นชมพูภูคาสูงประมาณท่วมหัวอยู่หลายต้น เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่เอามาปลูกใหม่...

 ตำหนักเจ้าหลวงภูคา...ใกล้ๆต้นชมพูภูคา





ชมพูภูคา : ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bretschneidera sinensis Hemsl. : ชื่อวงศ์ : BRETSCHNEIDERACEAE แม้ยอดดอยภูคายังคงเป็นปริศนาของนักเดินทาง แต่ปริศนาที่สำคัญยิ่งอีกสิ่งหนึ่งก็คือ ถูกค้นพบและเปิดเผยขึ้นราวเดือนกุมภาพันธ์ 2532 ของ ดร.ธวัชชัย สันติสุข ผู้เชี่ยวชาญพฤกษศาสตร์ป่าไม้ ของกรมป่าไม้ ได้สำรวจพบต้นไม้พันธุ์หายากที่คาดว่าจะสูญพันธุ์ไปแล้ว คือต้นไบร์ทชไนเดอร์ ชิเนนชีส (BRETSCHNEIDERA SINENSIS) กำลังผลิตดอกสีชมพูอมขาวงดงาม ตั้งตรงเป็นกลุ่มยาวราว 30 เซนติเมตร และได้ตั้งชื่อจากการค้นพบครั้งแรกในเมืองไทยว่า "ชมพูภูคา"  


ชมพูภูคา เป็นพืชหายากใกล้สูญพันธุ์ที่มีดอกสีชมพูอมขาวงดงาม ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานให้ ชมพูภูคา เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ

ชมพูภูคา เป็นไม้ต้นสูงได้ถึง 25 เมตร เปลือกเรียบสีเทา ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ยาว 30-80 เซนติเมตร ใบย่อยไม่มีก้านใบ รูปหอกถึงรูปไข่ กว้าง 2.5-6 เซนติเมตร ยาว 8-25 เซนติเมตร โคนใบมนไม่เท่ากัน ปลายใบแหลม ดอก สีชมพู คล้ายรูประฆัง ออกเป็นช่อที่ปลายยอด ช่อยาวได้ถึง 40 เซนติเมตร กลีบรองดอกขนาดใหญ่ รูปถ้วยขอบหยักตื้นๆ กลีบดอก 5 กลีบ รูปไข่กว้าง โคนกลีบเรียวยาว ปลายกลีบม้วนออกด้านนอก ขนาด 1.8-2 เซนติเมตร กลีบบนมักคว่ำลง เกสรผู้ 8 อัน ผล รูปกระสวย แก่แล้วแตก เมล็ด รูปรี กว้าง 12 มิลลิเมตร ยาว 20 มิลลิเมตร ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียวมีใบย่อยรูปไข่แกมรูปใบหอก ปลายใบแหลมยาว แผ่นใบด้านล่างมีนวลสีขาว ช่อดอกตั้งตรงแยกแขนงออกตามปลายกิ่งกลีบเลี้ยงติดกันคล้ายรูประฆัง กลีบดอกสีชมพูมีริ้วสีแดง ออกดอกประมาณเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ผลคล้ายมะกอกแต่มีขนาดใหญ่กว่า

ด้วยความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,980 เมตร ดอยภูคานับเป็นยอดดอยที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของเทือกเขาหลวงพระบางและเป็นยอดดอยที่สูงในลำดับต้นๆ ของประเทศไทย ซึ่งจากสภาพดังกล่าวนี้ทำให้เทือกดอยภูคา มีลักษณะโดดเด่น ในด้านระบบนิเวศของพืชพรรณภูเขาสูงอันอุดมไปด้วยป่าดงดิบเขา ป่าดงดิบชื้น รวมทั้งป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง อีกทั้งเป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำน่านอีกด้วย พันธุ์ไม้ที่สำคัญที่สุดและพบเพียงแห่งเดียวในโลกที่นี่คือ ชมพูภูคา ซึ่งเป็นต้นไม้พื้นเมืองของไทย และเป็นพันธุ์ไม้หายาก ใกล้สูญพันธุ์ชนิดหนึ่งของโลก โดยเมื่อประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา มีรายงานว่าพบพันธุ์ไม้ชนิดนี้ ที่มณฑลยูนานประเทศจีน แต่ปัจจุบันคาดว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว จนกระทั่งได้มีการค้นพบอีกครั้งในป่าดอยภูคา จ.น่านนี้

ด้วยชมพูภูคา เป็นพันธุ์ไม้ที่มีการงอกขยายพันธุ์ของเมล็ดในอัตราต่ำมาก จึงง่ายต่อการสูญพันธุ์ และจะต้องขึ้นอยู่ในภูมิประเทศที่มีความสูงราว 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเลขึั้้นไป จะเจริญเติบโตได้ดีบริเวณป่าดงดิบเขาตามไหล่เขาสูงชัน และมีความชื้นของอากาศสูงอุณหภูมิเฉลี่ยค่อนข้างต่ำตลอดทั่งปี ซึ่งหลังจากค้นพบ ได้มีความพยายามที่จะเพาะเมล็ดเพื่อขยายพันธุ์ แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ จนได้รับพระบารมีโปรดเกล้าฯ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้มีการทดลองเพาะเนื้อเยื่อ จึงได้สำเร็จลง แต่ก็นำมาปลูกในพื้นราบไม่ได้..




ต่อมา โรงเรียนปัว โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา อ.ปัว จ.น่าน ได้ทดลองนำมาปลูกไว้ที่โรงเรียนปัวและดูแลรักษาเป็นอย่างดี ต้นชมพูภูคาก็เจริญงอกงามดีมา จนสูงขึ้นประมาณ 1 เมตรครึ่ง ก็จะเฉาตายหมด คงมีเหลืออยู่ในบริเวณต้นเดิมที่พบ และบริเวณสถานที่พักทรงงานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี บนดอยภูคาเท่านั้น ที่เจริญงอกงามใหญ่โตมาจนถึงปัจจุบันนี้


ปัจจุบันได้มีการทดลองเพาะกล้าไม้ชมพูภูคาจากเมล็ดเป็นผลสำเร็จซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ชมพูภูคาไม่สูญพันธุ์จากโลกนี้ต่อไป และมีข้อสันนิษฐานของนักวิชาการป่าไม้ว่า อาจจะยังมีต้นชมพูภูคาหลงเหลืออยู่อีกในป่าทึบของอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ดังนั้น อีกทางหนึ่งที่จะรักษาไว้ก็คือ รักษาสภาพป่าของดอยภูคาให้รอดพ้นจากการถูกทำลาย เพื่อพืชพันธุ์ที่หายากของโลกนี้ จะได้มีชีวิตอยู่คู่โลกอีกนานเท่านาน.

ขอบคุณข้อมูลจาก :  http://www.lannatouring.com


ดอกตูมของชมพูภูคา

 หลังจากชมดอกชมพูภูคาที่บริเวณตำหนักเจ้าหลวงภูคา ใน อช. ดอยภูคา ซึ่งอยู่ข้างทางสาย 1256 จาก อ.บ่อเกลือ - ปัว แล้วเราก็ขับต่อไปที่ อ.ปัว หาอะไรทานกันที่นั่น ก่อนเดินทางเข้าสู่เมืองน่าน .... ในเวลาที่เหลือในช่วงบ่ายเราถือโอกาสนั่งรถรางน่านเที่ยวชมตัวเมืองและวัด (ซึ่งจะไม่ลงในบล๊อกนี้ เพราะเคยลงไปแล้ว) .... แต่จะพาท่านไปชมดอกชมพูภูคา ที่ อช. ขุนสถาน ซึ่งเป็นการเดินทางในวันต่อมา .... เราเอาภาพดอกชมพูภูคามาลงในบล๊อกนี้ด้วยกัน เพราะอยากให้ท่านที่ยากมาชมดอกไม้มหัศจรรย์นี้ในปีต่อไป จะได้รับข้อมูลไปพร้อมๆกันครับ


 วิวระหว่าทางไป อช.ขุนสถาน

ขากลับจากเมืองน่าน เราอยากจะแวะชมดอกชมพูภูคาอีกแห่งที่ได้รับคำบอกเล่าจากคนขับรถตู้นำเที่ยวว่า ที่สถานีวิจัยต้นน้ำขุนสถาน (ตรงที่หลายๆท่านเคยไปชมดอกนางพญาเสือโคร่งบานนั่นแหละ) มีต้นชมพูภูคาที่กำลังออกดอกมากมาย หรือมากว่าที่ดอยภูคาอีก เราเลยกลับบ้านทางนี้ครับ ขับมาเกือบเข้า อ.นาน้อย แล้วแยกขวาออกไปตามทาง สาย 1216 ที่ป้ายบอกว่าไป อช.ขุนสถาน .... ขับผ่านหมู่บ้าน และขึ้นเขาสูงชันไปเรื่อยๆ อีกซักพักเหมือนว่าขับอยู่เหนือก้อนเมฆซะงั้น วันนั้นท้องฟ้าหลัว มีสภาพหมอกควันเยอะ ทำให้ทัศนวิสัยมองได้ไม่ไกลนัก แต่เส้นทางก็คดเคี้ยว น่าหวาดเสียวอยู่หลายช่วง CRV 2.4 4WD พาเราปีขึ้นไม่ลำบากมากนัก เห็นวิวหลายที่อยากจอดลงไปถ่ายภาพมาฝากเช่นกัน แต่หาไหล่ทางจอดลำบากมา จนกระทั่งเรามาถึงป้ายด้านซ้ายมีว่าไปศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เราเลี้ยวซ้ายเข้าไป..พอถึง เห็นบรรยกาศแล้ว อยากนอนพักที่นี่อีกซักคืนจังเลย... ณ ที่ตรงนั้นเขามีจุดกางเต้น ที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวด้วย ลองติดต่อเข้าไปนะครับ ถ้าอยากได้ที่พักลอยฟ้ากลางขุนเขา

 อุทยานแห่งชาติขุนสถาน
ตู้ ปณ.5  อ. นาน้อย  จ. น่าน   55150
ติดต่อจองได้ที่เบอร์ 087-173-9549   อีเมล ksnp@khunsathan.com, khunsathan@hotmail.com



 ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อช.ขุนสถาน

หลังจากพักหายเหนื่อยแล้ว เราขับลงจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อช.ขุนสถาน ต่อไปมี่สถานีวิจัยต้นน้ำขุนสถานและเลี้ยวซ้าเข้าไปที่ทำการ (ภาพด้านล่าง) เพื่อชมดอกชมพูภูคาที่นี่ .... จริงๆแล้ว ณ ที่ตรงนั้นเขาขึ้นชื่อเรื่องการมาชมดอกนางพญาเสือโคร่งมาก แต่ช่วงที่เราไป เหลือแต่ต้นที่ออกไปเขียวเต็มพรึดไปหมดแล้ว ... เจ้าต้นชมพูภูคา อยู่ริมถนนก่อนเลี้ยวรถเข้าที่จอดหน้าที่ทำการเลย ในเดือน กพ.- มีค. ถ้าผ่านมาก็สามารถแวะดูดอกชมพูภูคาได้ที่นี่อีกแห่งครับ.

สถานีวิจัยต้นน้ำขุนสถาน บ้านขุนสถาน ต. สันทะ อ. นาน้อย จ. น่าน
โทรศัพท์ : 081-6023199,088-8055928, 090-0501049
e-mail : kanyarat50@hotmail.com
พิกัด : 47Q 6 59100 E 2021583 N



 ที่สถานีวิจัยต้นน้ำขุนสถาน

 ผลส้มที่สถานีวิจัยขุนสถาน

ต้นชมพูภูคาที่สถานีวิจัยต้นน้ำขุนสถาน..มีหลายต้น


 ดอกชมพูภูคาที่สถานีวิจัยต้นน้ำขุนสถาน


การเดินทาง

รถยนต์
เส้นทางไปอุทยานแห่งชาติขุนสถาน มี 2 เส้นทาง คือ 


  • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 (ถนนยนตรกิจโกศล) เป็นเส้นทางจากตัวจังหวัดแพร่ไปจังหวัดน่าน จากจังหวัดแพร่ ระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร ถึงหมู่บ้านห้วยแก๊ต ตำบลไผ่โทนอำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ ให้เลี้ยวขวาไปตามเส้นทางหลวง 1216 ระยะทางประมาณ 26 กิโลเมตร ถึงที่ทำการชั่วคราวอุทยานแห่งชาติขุนสถาน 



  • จากจังหวัดน่าน ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 ถึงอำเภอเวียงสา เลี้ยวขวาไปตามถนนเจ้าฟ้า ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1026 สายอำเภอเวียงสา - อำเภอนาน้อย ระยะทางจากอำเภอเวียงสาถึงอำเภอนาน้อย ประมาณ 35 กิโลเมตร และจากอำเภอนาน้อยเลี้ยวขวา ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1216 ระยะทางประมาณ 31 กิโลเมตร ถึงที่ทำการชั่วคราวอุทยานแห่งชาติขุนสถาน 




เราใช้เวลาพักผ่อนเดินชมความสวยงามของแมกไไม้ที่สถานีวิจัยฯ พอสมควร ก่อนเดินทางต่อไปเพื่อกลับบ้าน



💘💘ขอบคุณที่ตามอ่านตลอดครับ💘💘 





ลาด้วภาพดอกชมพูภูคาดอกนี้ครับ


_______________________

วันอังคารที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

จากเขื่อนสิริกิติ์...สู่ น่าน



   บล๊อกที่แล้วเราพาคุณๆเดินทางตามเส้นทางสาย 12 (ขอนแก่น - พิษณุโลก) และมาไหว้พระและพักที่เมืองสองแคว พิษณุโลก เพื่อเล่นกอล์ฟกับเพื่อนๆที่เคยร่วมงานกัน เมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว ... หลังอาหารเที่ยงวันที่ 11 มีนาคม 2560 เราขับไปพักที่เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัด อุตรดิตถ์ และทานมื้อเย็นที่ร้านอาหารของเขื่อน ซึ่งวันนั้นเป็นวันหยุดมีผู้คนทั้งมาเที่ยวและสัมนามากมาย จนดูเหมือนร้านอาหารที่เขื่อนฯในเย็นวันนั้นเนืองแน่นเหมือนร้านในเมืองก็ไม่ผิด .... ส่วนสาเหตุว่าเราจะไปน่านทำไมมาพักที่เขื่อนล่ะ ทำไมไม่ขับไปแพร่ ร้องกวาง และเข้าน่านเลย? ที่เราทำเช่นนั้นเพราะอยากถือโอกาสเล่นกอล์ฟที่สนามเขื่อนสิริกิติ์ในตอนเช้า เพราะไม่ได้มาที่นี่นานมากแล้ว อีกอย่างก็อยากจะลองเส้นทางที่เราไม่เคยมาคือข้ามแพ ไปปากนาย นาหมื่น นาน้อย และน่านด้านนี้บ้างครับ จึงเป็นที่มาของบล๊อก "ข้ามแพ..สู่น่าน" ครับ


ค่ำคืนที่น้ำน่านใต้เขื่อนสิริกิติ์

คืนหน้าร้อนเดือนมีนาคม อากาศที่เขื่อนสิริกิติ์นี้ร้อนเหมือนกัน เรานั่งผ่อนคลายความร้อนพร้อมเบียร์เย็นๆและแกล้มที่ได้จากปลาในเขื่อนสิริกิติ์อย่างได้รสชาต ก่อนที่จะพาตัวเองเข้าพักที่บ้านพักของเขื่อนฯ ที่รังนางนวล และหลับสบายๆ ก่อนที่จะตื่นมาในตอนเช้าเพื่อไปออกกำลังกายที่สนามกอล์ฟในเขื่อนฯ .... สนามแห่งนี้เป็นสนามภูเขา 18 หลุมครับ เวลาเดินขึ้นแท่นทีออฟลำบากพอดู ถ้ากำลังไม่ดีแนะนำให้ใช้รถกอล์ฟนะครับ


สะพานเฉลิมพระเกียรติบรมราชินีนาถ เขื่อนสิริกิติ์

 ยามเช้าที่สนามกอล์ฟเขื่อนสิริกิติ์

เขื่อนสิริกิติ์ เป็นเขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เดิมเขื่อนนี้มีชื่อว่า เขื่อนผาซ่อม โดยก่อสร้างปิดกั้นแม่น้ำน่าน บริเวณเขาผาซ่อม ตำบลผาเลือด อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ภายหลังได้รับพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มาขนานนามเขื่อนว่า เขื่อนสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2511

ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางศิลาฤกษ์เขื่อนสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2514 งานก่อสร้างตัวเขื่อนและองค์ประกอบได้แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2515





เขื่อนสิริกิติ์ช่วงสายๆ

จากเขื่อนสิริกิติ์ เราขับไปทางตะวันออกไปเข้าถนนสาย 1139 เพื่อไปลงแพข้ามไปที่หมู่บ้านประมงปากนาย ถนนดีครับ ยกเว้นช่วงจะลงแพมีเป็นหลุมเป็นบ่อนิดหน่อย จากนั้นเราเอารถลงแพเพื่อข้ามฟากโดยมีค่าใช้จ่ายคันละ 250 บาท ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง จุดที่ข้ามไปเป็นเขตจังหวัดน่าน ที่หมู่บ้านประมงปากนาย ซึ่งจากตรงนั้นจะมีถนนสาย 1026 ผ่าน อ.นาหมื่น ไป อ.นาน้อย และไปเข้าถนนสาย 101 ที่มาจากร้องกวางที่ อ.เวียงสา ก่อนเข้าสู่น่าน



แพที่ใช้ขนรถข้ามฟากที่นี่ทำแบบง่ายๆตามภูมิปัญญาชาวบ้าน คือเป็นตัวแพแบบในภาพปูด้วยไม้เนื้อแข็ง มีสะพานขึ้น-ลง ทำเสาไว้ทั้งสองด้านเพื่อยกสะพานขึ้นเมื่อแพออกจากฝั่ง .... ตอนแรกก็กลัวเหมือนกันว่าจะปลอดภัยไหมน๊า แต่เมื่อฟังดูจากประวัติที่ผ่านมาแล้วก้ไม่เคยมีเหตุการณ์อะไรร้ายแรงนัก เมื่อนำรถขึ้นเสร็จทั้งสองคัน (คืออีกคันเป็นปิกอัพมาจากกรุงเทพฯ เพิ่งข้ามครั้งแรกเหมือนกัน) ก็ออกมาแกล้งเดินถ่ายภาพด้านอก (แต่ในใจคือกลัว) .... แพเคลื่อนที่โดยใช้เรือหางยาวผูกเชือกแล้วลากไป แต่ขอบอกว่าเขาชำนาญจริงๆ ยิ่งตอนเข้าเทียบท่ายิ่งเก่งครับ สำหรับแพที่ใช้ข้ามมีกันหลายลำเหมือนกัน



 แพบรรทุกรถยนต์และใช้เรือหางยาวลากข้ามไปปากนาย


 ร้านอาหารสองบัวที่ปากนาย..แวะทานมื้อเที่ยงที่นี่




หมู่บ้านประมงปากนาย ปากนายหมู่บ้านเล็กๆ เดิมเป็นหมู่บ้านริมแม่น้ำน่าน หลังการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ ชาวบ้านอพยพมาจากหลายแห่ง หมู่บ้านปากนายได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อน ซึ่งมีลักษณะเหมือนทะเลสาบขนาดใหญ่ โอบล้อมด้วยทิวเขาเขียวขจี ชาวบ้านปากนายประกอบอาชีพประมง มีแพร้านอาหารให้เลือกชิมปลาจากเขื่อน เช่น ปลากด ปลาบู่ ปลาคัง ปลาแรด ปลาทับทิม เป็นต้น และบางแห่งทำเป็นห้องพักไว้บริการนักท่องเที่ยว เพราะที่นี่เต็มไปด้วยแพของชาวประมงที่มีอาชีพหาปลา และด้วยทัศนียภาพที่งดงามของสายน้ำ รวมถึงอาหารจากปลาที่สดใหม่ จึงได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนอยู่เสมอ 

จากบ้านปากนายสามารถเช่าเรือล่องไปตามลำน้ำน่านสู่อ่างเก็บน้ำสิริกิติ์ มีทิวทัศน์เป็นป่าเขาสวยงาม เกาะแก่ง เรือนแพ ชาวประมง ในช่วงนอกฤดูฝน จะมีแพลากไปวัดปากนาย สามารถนั่งรับประทานอาหารบนเรือได้ ใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมง เพื่อชมสีสันของพระอาทิตย์ตกยามเย็น และมีแพขนานยนต์ข้ามฟากไปยัง อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์😉😉


😉เราถึงเมืองน่านตอนบ่ายๆ เข้าไปเชค-อินที่โรงแรมเวียงภูมินทร์ ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับวัดภูมินทร์ และวันนี้เขามีถนนคนเดินที่ถนนผากองข้างๆวัดด้วย เราพักให้หายเหนื่อย ก่อนออกไปไหว้พระที่วัดภูมินทร์และถือโอกาสเดินเที่ยวถนนคนเดินด้วย



เช็ค-อินเข้าที่พักเสร็จ วางแผนการเดินทางในวันต่อไปจากอากู๋แล้วถือโอกาสงีบให้หายเหนื่อยจากการเดินทาง ก่อนที่จะออกไปไหว้พระในตอนใกล้ค่ำ แน่นอนสถานที่แรกที่ใกล้ที่พักเราที่สุดคือ "วัดภูมินทร์"


วัดภูมินทร์
         
เดิมชื่อ “วัดพรหมมินทร์” เป็นวัดหลวง ตั้งอยู่ในเขตพระนครดังปรากฏชื่อ ตำบลในเวียงในปัจจุบัน เจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2139  ต่อมาอีกประมาณ  300 ปี  มีการบูรณะครั้งใหญ่ ในสมัยเจ้าอนันตวรฤทธิ์เดช เมื่อ พ.ศ.2410 (ปลายสมัยรัชกาลที่ 4)  ใช้เวลาซ่อมแซมนานถึง  7 ปี
         
ความสวยแปลกของวัดภูมินทร์ ที่เป็นหนึ่งเดียว คือ  เป็นวัดที่สร้างทรงจัตุรมุขหนึ่งเดียวในประเทศไทย ที่ดูคล้ายตั้งอยู่บนหลังพญานาคขนาดใหญ่  2 ตัว แหนพระอุโบสถเทินไว้กลางลำตัว  ตรงใจกลางพระอุโบสถจัตุรมุข ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่  4 องค์ หันพรพักตร์ออกด้านประตูทั้งสี่ทิศหันเบื้องปฤษฏาค์ชนกัน ประดับนั่งบนฐานซุกชี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย
         
อาคารนี้เป็นทั้งพระอุโบสถ พระวิหาร และพระเจดีย์ในหลังเดียวกัน โดยใช้อาคารในแนว ตะวันออก-ตะวันตก เป็นพระวิหาร และอาคารแนว เหนือ-ใต้ เป็นพระอุโบสถ รัฐบาลไทยเคยพิมพ์รูปวัดภูมินทร์ ในธนบัตรใบละ 1 บาท ในช่วงสงครามโลกครั้งที่  2    
         
ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง แสดงเรื่องราวชาดก  วิถีชีวิตตำสนานพื้นบ้าน และความเป็นอยู่ของชาวน่านในอดีต ได้แก่ การแต่งกายคล้ายผ้าซิ่นลายน้ำไหล การท่อผ้าด้วยกี่ทอมือ  การติดต่อซื้อขายกับชาวต่างชาติ สิ่งน่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือ บานประตูแกะสลักลึกเป็น 3 ชั้น บนไม้สักทองแผ่นเดียวขนาดใหญ่ ความหนาของไม้ประมาณ 4 นิ้วสลักเป็นลวดลายเครือเถา ที่ทั้งดอกและมีผลระย้า รวมทั้งสัตว์นานาชนิด ฝีมือช่างเมืองน่าน
         
หอไตรวัดภูมินทร์ ลักษณะ สร้างขึ้นใหม่เลียนแบบของเดิม เมื่อ 5 มีนาคม 2537 อาคารสี่เหลียมทรงสูงสองชั้นก่ออิฐถือปูน มีบันใดภายในตัวอาคาร ชั้นบนมีระเบียง หลังคามีช่อฟ้าใบระกา

ที่มา : www.nan.go.th



  วัดภูมินทร์ยามบ่าย

ภาพฝาผนัง "กระซิบรัก" ที่วัดภูมินทร์ โด่งดังไปทั่วโลก


เสร็จจากไหว้พระที่วัดภูมินทร์ เราก็เดินเที่ยวรอบๆบริเวณนั้น ซึ่งด้านข้างวัดที่ถนนผากองตรงหน้า ททท. น่าน กำลังมีผู้คนนำสินค้าและอาหารการกินมาวางบนถนน นัยว่าวันนี้เขาจะมีถนนคนเดินกัน ... ข้ามถนนไปก็จะเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ จ.น่าน ซึ่งไฮไลท์หนึ่งในนั้นคืองาช้างดำ แต่วันนี้เป็นวันหยุดเราเลยไม่ได้เข้าไปชม (อ่านเรื่องเที่ยวน่านจากบล๊อกที่ผมเคยเขียนไว้..คลิ๊ก ) ติดถนนด้านหน้าพิพิธภัณฑ์จะเป้นถนนคอนกรีตมีซุ้มต้นลีลาวดี หรือ ต้นจำปา ให้นักท่องเที่ยวได้โพสท่าถ่ายภาพกัน 

ข้ามถนนไปอีกด้านก็จะเป็น "วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร" ที่ฐานของเจดีย์มีรูปปั้นช้างครึ่งตัวค้ำอยู่ เข้าไปไหว้พพระพุทธนันทบุรีศรีศากยมุนี ที่ทำด้วยคำ 65%


วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร


วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร (วัดหลวงกลางเวียง)

 อยู่ตรงข้ามพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน เดิมชื่อ วัดหลวงกลางเวียง เจ้าผู้ครองนครน่าน พญาภูเข่ง เป็นผู้สร้างขึ้น เมื่อปี พ.ศ.1949 พระวิหารหลวงวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร เป็นวิหารขนาดใหญ่ รูปทรง สร้างตามสถาปัตยกรรม ทางภาคเหนือ ลักษณะภายในโอ่โถง ด้านหน้ามีสิงห์คู่ ยืนตรงเชิงบันได ด้านละตัว มีทางเข้า 3 ทาง ประตูกลาง ทำเป็นประตูใหญ่ และประตูเล็ก อยู่ด้านซ้ายและด้านขวา มีทางขึ้นเป็นประตูเล็ก ๆ ตรงข้ามพระประธาน ด้านทิศตะวันออกและตะวันตกอีก 2 ข้าง ทำหลังคาซ้อนกัน 2 ชั้น มุขลดด้านหน้า และด้านหลัง หน้าบัน ตีด้วยแผ่นกระดานเรียงต่อกัน แล้วประดับที่ขอบเสา ด้านหน้าทุกต้น ตามลักษณะ สถาปัตยกรรมล้านนาไทย ภายในพระวิหารกว้างขวาง มีเสาปูนกลมขนาดใหญ่ ขนาด 2 คนโอบรอบ จำหลัก ลวดลายปูนปั้นนูนสูงไว้ เหนือจากระดับพื้นพระวิหาร 1.50 เมตร เป็นลวดลาย กนกระย้าย้อย เหมือนลวดลาย ที่เสาในวิหารวัดภูมินทร์
           

หน้าวิหารพระพุทธนันทบุรีศรีศากยมุนี

ภายในวัดประดิษฐาน เจดีย์ช้างค้ำ ซึ่งเป็นศิลปสมัยสุโขทัย อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 20 รอบเจดีย์ มีรูปปั้นช้างปูนปั้น เพียงครึ่งตัวประดับอยู่โดยรอบ นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปทองคำปางลีลา คือ พระพุทธนันทบุรีศรีศากยมุนี ซึ่งเป็นทองคำ 65 % สูง 145 เซ็นติเมตร ยอดพระโมฬีทำเสริมเมื่อ พ.ศ. 2442 หนัก 69 บาท เจ้างั่วฬารผาสุม เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 14 แห่งราชวงค์ภูคา เป็นผู้สร้าง เมื่อวันพุธ เดือน 6 เหนือ พ.ศ. 1969 เป็นศิลปะสุโขทัย ประดิษฐานอยู่ที่หอพระไตรปิฎก ใหญ่ที่สุดในประเทศ
           
พระธาตุเจดีย์ช้างค้ำวรวิหาร เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีลิกธาตุไว้ภายใน นับเป็น ปูชนียสถาน สำคัญ เป็นเจดีย์ ที่ได้รับอิทธิพลทางด้านศิลปะสุโขทัย จากเจดีย์ทรงลังกา คือเจดีย์วัดช้างล้อมนั่นเอง พระธาตุเจดีย์ สร้างด้วยอิฐถือปูน มีสัณฐานเป็นรูปสี่เหลื่ยมจัตุรัส ซ้อนกัน 3 ชั้น กว้างด้านละ 9 วา ฐานจากชั้นแรกสูงถึงชั้นสอง มีรูปช้างค้ำอยู่ในลักษณะ เหมือนฐานรองรับไว้ด้านละ 6 เชือก รวมทั้งหมด 24 เชือก ช้างแต่ละตัว โผล่ส่วนหัว ลอยออกมาครึ่งตัว ขาหน้าทั้งคู่ ยื่นพ้นออกมาจากเหลี่ยมฐาน เหนือขึ้นไปเป็นฐานปัทม์ (ฐานบัว) ซ้อนกัน 3 ชัน และเป็นองค์ระฆังแบบลังกา ต่อจากองค์ระฆัง ทำเป็นฐานเขียง รองรับมาลัยลูกแก้ว ลดหลั่นกันไป เป็นส่วนยอด ปัจจุบันพระธาตุเจดีย์ช้างค้ำ ได้รับการบูรณะซ่อมแซม และหุ้นด้วยแผ่นทองเหลืองทั้งองค์ มีความสวยงามมาก
          
อ่านเพิ่ม : www.nan.go.th
           


พระพุทธนันทบุรีศรีศากยมุนี


 เจดีย์ที่มีรูปช้างค้ำเหมือนชื่อวัด


อุโมงลีลาวดีหน้าพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติน่าน

 พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติน่าน

ถนนคนเดินที่ถนนผากอง ติดกับวัดภูมินทร์

ของที่ระลึกที่เอามาวางขายบนถนนคนเดินส่วนมากจะเป็นอะไรที่เกี่ยวกับเมืองน่าน


ศูนย์โอทอปที่ถนนสุริยพงษ์ อยู่เลยวัดภูมินทร์ไปหน่อย


ชาวบ้านที่ซื้ออาหารที่ถนนคนเดินแล้วมานั่งรัปประทานบนเสื่อและฟังดนตรีพื้นเมืองที่ลานหน้าวัดภูมินทร์

โรงแรมเวียงภูมินทร์ที่พัก

หลังอาหารค่ำที่ร้านหน้าศูนย์โอทอปแล้ว เราใช้เวลาหลังจากนั้นเดินชมสินค้าที่ถนนคนเดินจนเหนื่อย แล้วก็กลับเข้าที่พักที่โรงแรมเวียงภูมินทร์ ที่แต่งสีสรรเหมือนดอกชมพูภูคา ไม่ว่าจะเป็นที่ห้องอาหาร ห้องนอน หรือแม้แต่เก้าอี้นั่ง...วันนี้เดินทางมาไกล เหนื่อยมาก เลยถือโอกาศลากันตรงนี้เสียเลย แล้วพบกันบล๊อกต่อไปครับ


💘💘ขอบคุณที่ตามอ่านมาตลอด💘💘


ลาด้วยภาพยามค่ำคืนที่หน้าวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร


_____________________